โครงสร้างของ Conditionalsในภาษาอังกฤษ

Conditionals (คอนดิชันเนิลสฺ) ในเชิงไวยากรณ์ภาษาอังกฤษหมายถึง “ข้อความหรือประโยคเงื่อนไข” ซึ่งมีหลักเกณฑ์การใช้ที่ควรจะศึกษา ปฏิบัติตาม รวมถึงการวิเคราะห์ว่าควรจะใช้รูปเงื่อนไขแบบใด จึงจะเหมาะสมถูกต้อง
ส่วนของข้อความเงื่อนไข หรือมักนิยมเรียกว่า if-clause ถือว่าเป็น dependent clause (ติเพ็นเด็นทฺ คลอส) หรือข้อความที่ไม่สมบูรณ์พอที่จะจบประโยคได้ กล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ อยู่ตามลำพังไม่ได้ ต้องมีข้อความอีกส่วนหนึ่งรองรับ นั่นคือ result clause (รีซัลทฺ คลอส) หรือข้อความที่แสดงผลลัพธ์ บางคนเรียก main clause (เมน คลอส) ซึ่งถือว่าเป็น independent clause (อินดิเพ็นเด็นทฺ คลอส)หรือข้อความที่สมบูรณ์สามารถอยู่ได้โดยอิสระไม่ต้องมีข้อความอื่นมาเกาะเกี่ยวเหมือนกับ if-clause ฉะนั้นจึงพอจะสรุปโครงสร้างเบื้องต้นได้คือ if-clause ต้องเกาะอยู่กับ result clause ดังนี้
IF-CLAUSE + RESULT CLAUSE หรือ
RESULT CLAUSE + IF-CLAUSE
ในเรื่อง Conditionals มีหลายประการด้วยกันที่สำคัญและปรากฏว่าใช้กันบ่อยตามตำราภาษาอังกฤษและการเรียนการสอนในโรงเรียนรวมถึงสถาบันการศึกษาระดับอื่น ได้แก่
1. Zero conditional         2. First conditional
3. Second conditional     4. Third conditional
1. Zero conditional
Zero conditional (ซีโร คอนดิชันเนิล) บางคนเรียก General conditional (เจเนอรัล คอนดิชันเนิล) และ Present true conditional (เพรเซ่นทฺ ทรู คอนดิชันเนิล) ใช้เมื่อต้องการจะกล่าวถึงความเป็นจริงทั่วไปที่เป็นจริงตลอดกาลไม่ว่าจะอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต ข้อความทั้งในส่วน if-clause และ result clause ใช้รูปกริยาเป็น present simple verb ทั้งคู่ ดังนี้
IF-CLAUSE            RESULT CLAUSE
Present simple verb        present simple verb
(อาจจะวาง result clause ไว้ก่อน if-clause ก็ได้ โดยรูปกริยาคงเดิมตามนี้)
ในรูปแบบที่ 1 นี้ if = when/whenever (เมื่อ, เมื่อใด) แสดงว่า เรามีความมั่นใจแน่นอน 100% ว่าเมื่อมีเงื่อนไขอย่างหนึ่งเกิดขึ้น อีกอย่างหนึ่งจะเกิดผลตามมาแน่นอน ใช้เมื่อ
1.1 เป็นความจริงโดยทั่วไป (general truth)
ตัวอย่าง
If is gets cold enough, water becomes ice.
เมื่อใดที่อากาศหนาวเย็นมากพอ น้ำจะกลายเป็นน้ำแข็ง
If interest rates fall, company profits rise.
เมื่อใดที่อัตราดอกเบี้ยลดลง ผลกำไรของบริษัทจะเพิ่มขึ้น
1.2 เป็นการกระทำที่เป็นนิสัย (habitual action)
ตัวอย่าง
If Mary doesn’t eat dinner, she gets angry.
เมื่อใดที่แมรี่ไม่ได้ทานอาหารเย็น เธอจะโกรธ
If mother sings that song, she cries.
เมื่อใดที่แมรี่ร้องเพลงนั้น เธอจะร้องไห้
1.3 เป็นการสั่งการ (give a command)
ตัวอย่าง
If someone calls, take a message please.
เมื่อใดที่มีคนโทรศัพท์มา กรุณารับข้อความไว้ให้ที
Write to me if you go away.
เขียนจดหมายมาหาผมด้วย เมื่อคุณจากไป
2. First conditional
First conditional (เฟิสทฺ คอนดิชันเนิล) บางคนเรียก Present red conditional (เพรเซ่นทฺ เรียล คอนดิชันเนิล) ใช้เมื่อต้องการจะกล่าวถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตที่เป็นจริงได้ (future true situations) จากเงื่อนไขที่สามารถปฏิบัติได้ ทั้งนี้โครงสร้างสำคัญของรูปกริยาในส่วน if-clause เป็น present simple verb ส่วน result clause เป็น modal + present simple verb ทั้งนี้ modal หลักที่ใช้คือ will บางครั้งก็มีการใช้ modals อื่น อาทิ must, can, may, might, … แล้วแต่ว่าจะสื่อความหมายออกมาเช่นไร ดังนี้
IF-CLAUSE            RESULT CLAUSE
Present simple verb     modal+present simple verb
(อาจจะวาง result clause ไว้ก่อน if-clause ก็ได้ โดยรูปกริยาคงเดิมตามนี้)
โครงสร้างนี้ใช้เมื่อ มีความเป็นไปได้ (possibility พอสสิบิลิทิ) สูงที่เหตุการณ์ หรือสถานการณ์เงื่อนไขที่อยู่ใน if-clause จะเกิดขึ้นในอนาตต นอกจากนี้ โครงสร้างนี้ยังสามารถใช้ได้กับความเป็นไปได้ที่สถานการณ์หรือเหตุการณ์เงื่อนไข ใน if-clause เป็นจริงในปัจจุบัน ฉะนั้นในตัวอย่างข้อ 1.1 และ 1.2 (ยกเว้น ตัวอย่างที่ 1.3) ของ zero conditional ข้างบน จึงสามารถใช้โครงสร้างที่ 2 นี้ได้ด้วย
ตัวอย่าง
If is gets cold enough, water will become ice.
ถ้าอากาศหนาวเย็นมากพอ นํ้าจะกลายเป็นน้ำแข็ง
If Mary doesn’t eat dinner, she will get angry.
ถ้าแมรี่ไม่ได้ทานอาหารเย็น เธอจะโกรธ
If the weather is sunny later, we can go to the beach.
ถ้าต่อมาอากาศร้อน (แดดจัด) เราก็สามารถไปเที่ยวชายหาดได้
My car window might leak if it rains.
หน้าต่างรถยนต์ของผมอาจจะรั่ว ถ้าฝนตก
If we fail the class, we won’t be able to get a good job.
ถ้าเราสอบตก เราจะไม่สามารถได้งานดี
หากเรามีความมั่นใจน้อยลงเกี่ยวกับความเป็นไปได้ เราสามารถใช้คำว่า should + present simple verb ใน if-clause ก็ได้ โดยรูปกริยาใน result clause คงเดิมตามกฎเกณฑ์ที่ระบุไว้ในกรอบ ลองเปรียบเทียบตัวอย่างต่อไปนี้
(1)     If I see Maria, I’ll give her your message.
(Means : Perhaps I will see Maria.)
(2)    If I should see Maria, I’ll give her your message.
(Means : I am less sure that I will see Maria.)
อธิบาย ในตัวอย่าง (1) ความมั่นใจในความเป็นไปได้ในการพบกับมาเรียมีมาก จึงใช้ present simple verb ใน if-clause แต่ในตัวอย่าง (2) ไม่ค่อยมีความมั่นใจเท่าไรนักที่จะมีโอกาสพบกับมาเรีย จึงใช้ should + present simple verb ใน if-clause
หมายเหตุ ในกรณีของตัวอย่าง (2) ที่ใช้ should + present simple verb ใน if-clause อาจจะเขียนใหม่โดยตัดคำว่า If ทิ้งไป และวางคำว่า should ไว้หน้าภาคประธาน และกริยาแท้ ทั้งนี้ความหมายคงเดิมเหมือนในขณะที่มีคำว่า If อยู่ใน If-clause ดังนั้น
If I should see Maria, I’ll give her your message.
Should I see Maria, I’ll give her your message.
ถ้าหากผมพบมาเรีย ผมจะเอาข้อความของคุณให้เธอ (โอกาสพบกับมาเรีย เป็นไปได้น้อยมาก)
If & unless
บางครั้งท่านผู้อ่านอาจจะเห็นในข้อความเงื่อนไขหรือ if-clause มีการใช้ unless = if … not (ถ้า …ไม่) และก็มีบ่อยครั้งที่มีการใช้รูปปฏิเสธ not ใน result clause และตามด้วย unless ใน if-clause ซึ่งเมื่อรวม not … + unless แล้ว จะหมายถึง only … if โครงสร้างนี้มักนิยมใช้เพื่อเน้นย้ำเงื่อนไข (emphasize a condition)
ตัวอย่าง
If he doesn’t get here soon, we will have to start the meeting.
= Unless he gets here soon, we will have to start the meeting. ถ้าอีกสักครู่เขายังไม่มา เราก็จะเริ่มประชุมกันเลย
They will only sign the contract if we give them an additional discount.
= They will not sign the contract unless we give them an additional discount.
พากเขาจะไม่ลงชื่อในสัญญา ถ้าหากเราไม่ให้ส่วนลดเพิ่ม
provided that, providing, as long as, & so long as
ในข้อความเงื่อนไข นอกจากจะสามารถใช้คำว่า if หรือ unless แล้ว ยัง สามารถใช้คำหรือวลีต่อไปนี้ เมื่อต้องการจะเน้นย้ำเงื่อนไข (emphasize a condition) ได้ด้วย กล่าวคือ provided that และ as long as = if/only if ส่วน providing และ. so long as มีความหมายเช่นเดียวกับวลีทั้งสองที่กล่าวมา แต่นิยมใช้ในสถานการณ์ที่มีความเป็นทางการน้อยกว่า (a little less formal)
ตัวอย่าง
I’ll agree to these conditions provided that you increase my salary by 5%.
(Means: I will only agree if you give me more money.)
ผมจะตกลงตามเงื่อนไขเหล่านี้ ก็ต่อเมื่อคุณเพิ่มเงินเดือนของผมขึ้น 5 เปอร์เซ็นต์
(หมายถึง ผมจะตกลงก็ต่อเมื่อคุณให้เงินผมมากขึ้น)
The strike will be successful as long as we all stay together. (Means: The strike will only succeed if we all stay together.)
การประท้วงจะประสบความสำเร็จ ก็ต่อเมื่อเราทุกคนอยู่ด้วยกัน)
(หมายถึง การประท้วงนี้จะสำเร็จก็ต่อเมื่อเราร่วมมือกัน)
ข้อสังเกต จะเห็นว่าในการใช้วลีเหล่านี้ รูปโครงสร้างยังคงเป็นแบบเดียวกันกับ if-clauses
If & in case
บางครั้ง ท่านผู้อ่านอาจจะพบว่ามีการใช้ in case ในข้อความเงื่อนไขในทำนองเดียวกับ if ความแตกต่างในการใช้ก็คือ เราใช้ in case (อิน เคส) เมื่อต้องการบอกให้ระมัดระวังไว้ก่อน (precaution พริคอเซิ่น) ก่อนที่จะเกิดปัญหาใดๆ ขึ้นมา มักใช้บ่อยกับ to be going to มากกว่า will ส่วน if มักใช้เมื่อจะกล่าวถึงสิ่งที่จะทำหลังจากปัญหานั้นได้เกิดขึ้นแล้ว
ตัวอย่าง
We are going to insure the shipment in case the goods get damaged in transit.
(Means: We will take out insurance first; the problem may or may not happen afterwards.)
เราจะทำประกันการขนส่งสินค้าไว้ก่อน หากว่าเกิดมีความเสียหายขึ้นจากการขนถ่ายสินค้า
(หมายถึง เราจะทำประกันไว้ก่อน ปัญหาอาจจะเกิดหรืออาจจะไม่เกิดก็ได้หลังจากนี้)
If the goods get damaged in transit, we’ll make a claim.
(Means: The damage may happen, and we will make a claim afterwards.)
ถ้าสินค้าเกิดการเสียหายระหว่างการขนถ่าย เราจะทำการเรียกร้อง
(หมายถึง หากความเสียหายเกิดขึ้น เราจะเรียกร้องค่าเสียหาย)
สรุปใช้ in case มีความหมายเข้าทำนอง “กันไว้ดีกว่าแก้” แต่ถ้าใช้ if เข้าทำนอง “เกิดปัญหาแล้วค่อยแก้”
3. Second conditional
Second conditional (เซเคิ่นดฺ คอนดิชันเนิล) บางคนเรียก Present unreal conditional (เพรเซ่นทฺ อันเรียล คอนดิชันเนิล) ใช้เมื่อต้องการจะกล่าวถึงสถานการณ์ปัจจุบันหรืออนาคตที่ไม่จริง เป็นสถานการณ์สมมติทั่วไป (general imaginary situations เจเนอรัล อิแมจิเนอริ ซิทูเอเชิ่นสฺ) มีโครงสร้างใน if- clause และ result clause ดังนี้
IF-CLAUSE            RESULT CLAUSE
Past simple verb        would+present simple verb
(อาจจะวาง result clause ไว้ก่อน if-clause ก็ได้ โดยคงรูปของกริยาตามนี้)
ตัวอย่าง
If I had a lot of money, I would travel round the world.
(IN REALITY : I do not have a lot of money.)
ถ้าผมมีเงินมาก ผมจะเดินทางรอบโลก
(ในความเป็นจริง–ผมไม่ค่อยมีเงิน)
If I didn’t feel so tired, I’d come out with you.
(IN REALITY : I feel very tired.)
ถ้าผมไม่รู้สึกเหนื่อยมาก ผมจะออกไปข้างนอกกับคุณ
(ในความเป็นจริง–ผมรู้สึกเหนื่อยมาก)
If the weather was nice, I’d go to the beach.
(IN REALITY : The weather is not nice.)
ถ้าอากาศดี ดิฉันจะไปเที่ยวชายหาด
(ในความเป็นจริง–อากาศแย่)
If I lost my job tomorrow, I would move to BangKok.
(IN REALITY: I don’t think I’ll lose my job.)
ถ้าพรุ่งนี้ผมตกงาน ผมจะย้ายไปอยู่กรุงเทพฯ
(ในความเป็นจริง–ผมไม่คิดว่าจะตกงาน)
นอกจากจะใช้โครงสร้าง would + present simple verb ใน result clause แล้ว ยังสามารถใช้คำว่า might/could + present simple verb ได้ด้วย ทั้งนี้ แล้วแต่ความหมายของข้อความใน if-clause และ result clause เป็นสำคัญ
ตัวอย่าง
We could expand much more rapidly if we had the finance.
(IN REALITY : We don’t have the finance.)
เราคงจะสามารถขยายได้เร็วขึ้น ถ้าเรามีเงิน
(ในความเป็นจริง–เราไม่มีเงิน)
If the terms of the contract were different, we might accept it. (IN REALITY : The terms of the contract is still the same.)
ถ้าเงื่อนไขของสัญญาต่างออกไป เราก็อาจจะยอมรับก็ได้
(ในความเป็นจริง–เงื่อนไขของสัญญายังคงเหมือนเดิม)
ใน if-clause ใช้ were กับการให้การแนะนำ (advice แอ็ดไวซฺ) เป็น If I were you….,….
ตัวอย่าง
If I were you, I would have another look through those figures.
ถ้าผมเป็นคุณ ผมคงจะตรวจสอบตัวเลขเหล่านั้นอีกครั้ง
(ในความเป็นจริง–ไม่มีทางเป็นไปได้เลยที่ผมจะเป็นคุณ)
และยังใช้ were ใน if-clause กับการสมมติที่ไม่อาจจะเกิดขึ้นได้เลย (100% impossibility) โดยสามารถใช้ were กับประธานและสรรพนามได้ทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นเอกพจน์ พหูพจน์ หรือสรรพนามบุรุษใดๆ ก็ตาม (แต่ในการสนทนาในชีวิตประจำวัน บางทีอาจจะเคยได้ยินเจ้าของภาษาใช้ was) แต่ทางที่ดีและถูกต้อง ตามหลักการที่สุดคือใช้ were เมื่อเป็นไปตามเงื่อนไขของการสมมติที่ไม่มีทางเป็นไปได้ 100 เปอร์เซ็นต์
ตัวอย่าง
If he were French, he would live in Paris.
(IN REALITY : He is not French and can’t be French.)
ถ้าเขาเป็นชาวฝรั่งเศส เขาจะอาศัยอยู่ในกรุงปารีส
(ในความเป็นจริง–เขาไม่ใช่ชาวฝรั่งเศส และไม่มีทางเป็นชาวฝรั่งเศสไปได้)
If she were rich, she would buy a yacht.
(IN REALITY : She’s very poor and can’t be rich.)
(ในความเป็นจริง–เธอจนแสนจน และไม่มีทางจะร่ำรวยขึ้นมาได้)
4. Third conditional
Third conditional (เธอด คอนดิชันเนิล) บางคนเรียก Past unreal conditional (พาสทฺ อันเรียล คอนดิชันเนิล) ใช้เพื่อกล่าวถึงสถานการณ์เงื่อนไขในอดีตที่ไม่เป็นจริง (unreal past situations) มีโครงสร้างใน if-clause และ result clause ดังนี้
IF-CLAUSE            RESULT CLAUSE
Past perfect verb        would+have+past participle
(อาจจะวาง result clause ไว้ก่อน if-clause ก็ได้ โดยรูปกริยาคงเดิมตามนี้)
ในรูปโครงสร้างนี้ ความหมายที่แท้จริงจะตรงข้ามกัน กล่าวคือ ถ้าหากใช้เป็นรูปบอกเล่า (positive โพซิทิฟวฺ) จะให้ความหมายเป็นปฏิเสธ (negative เนกาทิฟวฺ) แต่ถ้าใช้เป็นรูปปฏิเสธ จะให้ความหมายเป็นบอกเล่า
ตัวอย่าง
If I had seen her, I would have spoken to her.
(Means : I didn’t see her, and I didn’t speak to her.)
ถ้าผมได้เจอเธอ ผมก็คงได้คุยกับเธอ (หมายถึง ผมไม่ได้เจอเธอ ผมจึงไม่ได้คุยกับเธอ)
She wouldn’t have succeeded if she hadn’t worked hard. (Means : She succeeded, and she worked hard.)
เธอคงจะไม่ประสบความสำเร็จ ถ้าเธอไม่พากเพียรอย่างหนัก
(หมายถึง เธอประสบความสำเร็จ เนื่องจากเธอพากเพียรอย่างหนัก)
If the interview hadn’t gone well, they wouldn’t have given me the job.
(Means: The interview went well, and they gave me the job.)
ถ้าการสัมภาษณ์ไม่ได้เป็นไปอย่างดี พวกเขาก็คงจะไม่ตกลงให้ผมทำงาน (หมายถึง การสัมภาษณ์ดำเนินไปด้วยดี ผมจึงได้งาน)
นอกจากจะใช้โครงสร้าง would + have + past participle ใน result clause แล้ว ยังสามารถใช้คำว่า could/might + have + past participle ได้ด้วย ทั้งนี้แล้วแต่ความหมายของข้อความใน if-clause และ result clause เป็นสำคัญ
ตัวอย่าง
If we had followed his advice, we could have lost a lot of money.
(Means : We didn’t follow his advice, so we didn’t lose a lot of money.)
ถ้าเราได้ปฏิบัติตามคำแนะนำของเขา เราก็คงจะสูญเสียเงินมหาศาล (หมายถึง เราไม่ได้ปฏิบัติตามคำแนะนำของเขา เราจึงไม่ได้สูญเสียเงินมหาศาล)
We might have won the race if we had practised enough. (Means : We didn’t win the race because we didn’t practise enough.)
เราอาจจะได้รับชัยชนะในการแข่งขัน ถ้าเราได้ฝึกฝนมาพอ
(หมายถึง เราไม่ชนะในการแข่งขัน เพราะเราไม่ได้ฝึกฝนมาพอ)
หมายเหตุ ใน Third conditional นี้ เราสามารถตัดคำว่า if ใน if-clause ออกไป โดยที่ความหมายยังคงเหมือนเดิมที่มี if ทุกประการ แต่โครงสร้างในส่วน if-clause เปลี่ยนแปลงไปบ้างเล็กน้อยคือ
If + subject + had (not) + past participle
Had + subject + (not) + past participle
ตัวอย่าง
lf the company had developed good marketing strategies, it would have made larger profits.
Had the company developed good marketing strategies, it would have made larger profits.
(Means: The company didn’t develop good marketing strategies, so it didn’t make larger profits.)
ถ้าบริษัทได้พัฒนาแนวนโยบายการตลาดที่ดี บริษัทก็จะทำกำไรได้มากขึ้น
(หมายถึง บริษัทไม่ได้พัฒนาแนวนโยบายที่ดี จึงไม่ได้ทำกำไรเพิ่มขึ้น)
lf the restaurant hadn’t had such high prices, it could have attracted more customers.
Had the restaurant not had such high prices, it could have attracted more customers.
(Means : The restaurant had such high prices, so it couldn’t attract more customers.)
ถ้าภัตตาคารดังกล่าวอาหารราคาไม่สูงมาก ก็คงจะสามารถดึงดูดลูกค้าได้มากขึ้น
(หมายถึง ภัตตาคารดังกล่าวอาหารมีราคาสูงมาก จึงไม่สามารถดึงดูดลูกค้าเพิ่ม)
สรุปในโครงสร้าง Third conditional ความหมายที่แท้จริงของ if-clause และ result clause จะตรงข้ามกับรูปฟอร์มของกริยา กล่าวคือถ้ารูปกริยาไม่ว่าจะใน if-clause หรือ result clause เป็น negative ความหมายที่แท้จริงคือ positive แต่ถ้ารูปกริยาไม่ว่าจะใน if-clause หรือ result clause เป็น positive ความหมายที่แท้จริงคือ negative
ลองตรวจสอบความเข้าใจดังกล่าวนี้อีกครั้งโดยตอบคำถามจากตัวอย่างต่อไปนี้
(1) If the weather had been nice last weekend, we would have had a picnic.
Question 1 : Was the weather nice last weekend? YES NO Question 2 : Did we have a picnic?    YES NO
(2) My supervisor wouldn’t have risen to the top if she hadn’t been a good employee.
Question 1 : Did she rise to the top?     YES NO
Question 2 : Was she a bad employee?      YES NO
เฉลย     ข้อ     (1) Question 1 = NO Question         2 = NO
ข้อ     (2) Question 1 = YES Question     2 = NO
ที่มา:รองศาสตราจารย์ทณุ  เตียวรัตนกุล

(Visited 25,785 times, 17 visits today)