หลักการแต่งประโยค ACTIVE ในภาษาอังกฤษ

Active (แอ็กทิฟวฺ) เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับลักษณะโครงสร้างประโยคที่ภาคประธานเป็นผู้กระทำกิริยาอาการนั้น นั่นคือ ภาคประธาน (subject ซับเจ็กทฺ) เป็น doer (ดูเออร์) หรือ “ผู้กระทำ”
ประโยค Active ประกอบด้วย Subject + Verb + Object + (Modifier) โดยมีกฎเกณท์อยู่ว่า
1. Subject วางไว้หน้า Verb (เวิบ “กริยา”)
ตัวอย่าง
The dog bit the boy.
สุนัขกัดเด็กชาย
(The dog > Subject I bit > Verb)
Pooja will present her research at the conference.
พูจาจะนำเสนองานวิจัยของเธอในทารประชุม
(Pooja > Subject I will present > Verb)
2. Verb (เวิบ) ใน Active ฉะต้องเป็น Active Verb หรือ กริยาที่มีการกระทำให้เห็น กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ มีการเคลื่อนไหว (movement มูฟว์เม้นทฺ) ทั้งนี้พอจะกล่าวได้ว่า Active Verb ได้แก่ Transitive (ทรานซิทิฟวฺ) และ Intransitive (อินทรานซิทิฟวฺ)
Transitive verb คือ คำกริยาที่มีกรรมตรง (direct object ไดเร็กทฺ อ็อบเจ็กทฺ) มารองรับ ทั้งนี้จะวางถัดจากกริยาดังกล่าว การที่นักเรียนจะทราบว่า กริยาดังกล่าวจะเป็น Transitive verb หรือไม่ ก็โดยแปลคำกริยานั้นเป็นภาษาไทยดู หากเกิดคำถามว่า “อะไร” หรือ “ใคร” ขึ้นในสมองเมื่อไร ก็สามารถตอบได้เลยว่า คำกริยานั้นต้องเป็น Transitive แน่นอน
ตัวอย่าง
1. The organisation offers legal service.
อธิบาย offer เป็นคำกริยาแท้ มีความหมายว่า “ให้” ก็เกิดคำถามขึ้นใน สมองของเราทันทีว่าให้ “อะไร” จึงสรุปได้ทันทีว่า offer เป็น Transitive verb แน่นอน
2. We are developing a new product.
อธิบาย develop เป็นคำกริยาแท้ มีความหมายว่า “พัฒนา” ก็เกิดคำถามขึ้นในสมองของเราทันทีว่า พัฒนา “อะไร” จึงสรุปได้ทันทีว่า develop เป็น Transitive verb แน่นอน
Intransitive verb คือ คำกริยาที่ไม่มีกรรมตรงรองรับ การที่นักเรียนจะทวาบว่า คำกริยาดังกล่าวเป็น Intransitive verb หรือไม่ ก็โดยแปลคำกริยานั้นเป็นภาษาไทยดู หากไม่เกิดคำถาม “ใคร” หรือ “อะไร” ขึ้นในสมอง ก็สามารถตอบได้เลยว่า ต้องเป็น Intransitive แน่นอน
ตัวอย่าง
1. The demand for our products is increasing.
ความต้องการผลิตภัณฑ์ของเรากำลังเพิ่มขึ้น
2. Next year they will move into Eastern Europe.
ปีหน้าพวกเขาจะย้ายเข้าไปยังยุโรปตะวันออก
อธิบาย ในตัวอย่าง 1. increase เป็นกริยาแท้ มีความหมายว่า “เพิ่มขึ้น” ก็ไม่ได้ทำให้เราเกิดคำถามขึ้นในสมองต่อไปอีก เพราะภาคประธาน (Subject) ได้ระบุว่าเป็น demand for our products ไว้แล้วชัดเจนว่า คือสิ่งที่เพิ่มขึ้น ส่วนในตัวอย่าง 2. move เป็นคำกริยาแท้ มีความหมายว่า “ย้ายไป” ไม่ได้ทำให้เราเกิดคำถามขึ้นในสมองต่อไปอีก เพราะภาคประธานได้ระบุว่าเป็น they (พวกเขา) ที่ย้าย
อย่างไรก็ตาม หากมีปัญหา หรือไม่แน่ใจว่าคำกริยาดังกล่าวจะเป็น Transitive หรือ Intransitive ให้ตรวจสอบจากพจนานุกรมอังกฤษ-อังกฤษ (English- English Dictionary) จะปลอดภัยดีที่สุดเพราะคำกริยาจำนวนมาก สามารถเป็นได้ทั้ง Transitive และ Intransitive
รูป (Form)
Active Verb อาจจะมีรูปดังนี้
1. single verb (ซิงเกิล เวิบ) หรือ “กริยาเดี่ยว” หมายถึง กริยาแท้ (Finite verb) ที่ไม่มีกริยาช่วย (helping verb) วางอยู่ข้างหน้า
ตัวอย่าง
Property values show a slight fall.
มูลค่าทรัทย์สินแสดงค่าต่ำลงเล็กน้อย
2. full verb (ฟุล เวิบ) หรือ “กริยาเต็ม” หมายถึง มีกริยาช่วย ตามด้วยกริยาแท้
ตัวอย่าง
The cost of living is rising.
ค่าครองชีพกำลังสูงขึ้น
3. infinitive (อินฟินิทิฟวฺ) หรือ “กริยาที่มี to” (เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับ Infinitive ซึ่งจะได้กล่าวถึงต่อไปภายหลังในหนังสือเล่มนี้) ถือเป็น non-finite verb (น็อน ไฟไน้ท์ เวิบ) ซึ่งอยู่ถัดจาก finite verb
ตัวอย่าง
We hope to develop a new product.
เราคาดหวังที่จะพัฒนาผลิตภัณท์ใหม่
(hope > finite verb I (to) develop > non-fmite verb)
4. gerund (เจอรันดฺ) หรือ “กริยาที่เติม ing” (เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับ Gerund ซึ่งจะได้กล่าวถึงต่อไปภายหลัง)
ตัวอย่าง
They acknowledged receiving the letter.
พวกเขาได้แจ้งว่าได้รับจดหมายแล้ว
(acknowledged > finite verb I receiving > non-finite verb)
หลักการใช้ (Uses)
1. เราสามารถใช้รูป Active ได้ ทั้งในภาษาพูด (spoken language สโปเค่น แลงกวิจ) และภาษาเขียน (written language ริทที่น แลงกวิจ) เพื่อบรรยายเหตุการณ์และกิจกรรมต่างๆ โดยเน้น doer ซึ่งลักษณะของการวางคำ (word order เวิร์ด ออเดอร์) ใน active sentences มักจะเป็นดังนี้
Subject + Transitive Verb + Object + (Modifier)
หรือ
Subject + Intransitive Verb + (Modifier)
(หมายเหตุ modifier คือ ส่วนขยาย)
2. Active มีในทุกลักษณะของรูปกาล (Tenses) จำนวน 12 tenses
3. คำกริยาบางคำใช้ได้เฉพาะเป็น Active เท่านั้น คือ happen, arise, rise, occur เนื่องจากไม่มีกรรมรับ
ตัวอย่าง
WRONG > It happened an explosion at the plant.
CORRECT > An explosion happened at the plant.
การระเบิดได้เกิดขึ้นที่โรงงาน
WRONG > It arose a problem during the installation.
CORRECT > A problem arose during the installation.
ปัญหาได้เกิดขึ้นระหว่างการติดตั้ง
ที่มา:ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทณุ  เตียวรัตนกุล

(Visited 588 times, 4 visits today)