สำนวน“cut off one’s nose to spite one’s face”

“ตายประชดป่าช้า”

ความหมาย

ประชดทำสิ่งที่จะนำความเสียหายมาสู่ตนเอง ในขณะที่รู้สึกโกรธ หรือ ต้องการแก้แค้น

รูปคำ

สำนวนอังกฤษ กริยาวลี; สำนวนไทย กริยาวลี

ตัวอย่าง

In walking out and leaving in the lurch, he really cut off his nose to spite his face since no other employer cared to hire him there­after.

(Handbook of American Idioms and Idiomatic Usage)

เขาไม่ฉลาดเลยที่ทำ ตายประชดป่าช้า เพราะตัวเขาเองแหละที่เดือดร้อน คนอื่นไม่ทุกข์ร้อนด้วยหรอก

คำอธิบาย

สำนวนอังกฤษ “cut off one’s nose to spite one’s face” เปรียบกับคนที่มีหน้าตาหน้าเกลียด และรู้สึกโกรธ ไม่พอใจความอาภัพของตนเองอย่างมากจนต้องตัดจมูกตนเอง เพื่อทำให้หน้าได้รับความเจ็บปวด เป็นการแก้แค้นหน้าของตน แต่การตัดจมูกออกก็ยิ่งทำให้เขา ดูน่าเกลียดมากยิ่งขึ้น ฉะนั้นสำนวนนี้จึงหมายถึงว่าในขณะที่รู้สึกโกรธหรือต้องการจะแก้แค้น คนบางคนแกล้งประชดทำสิ่งที่นำความเดือดร้อนมาให้ตนเองมากยิ่งขึ้น ทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่ฉลาด

สำนวนไทย “ตายประชดป่าช้า’’ มีความหมายคล้ายคลึงกับสำนวนอังกฤษ “cut off one’s nose to spite one’s face” คือ เพื่อที่จะประชดป่าช้าก็เลยตาย ป่าช้าไม่ได้เดือดร้อน แต่ตัวเองกลับเดือดร้อน เช่นเดียวกับการตัดจมูก หน้าไม่ได้เดือดร้อน แต่คนตัดเดือดร้อน เพราะหน้าตาดูน่าเกลียดมากขึ้น สำนวน “ตายประชดป่าช้า” ปัจจุบันไม่ค่อยใช้กันแล้ว

นอกจากนี้ ยังมีบางสำนวนที่มีความหมายใกล้เคียงกับสำนวนคู่ที่ได้กล่าวมาข้างต้น คือหมายถึง การต้องการจะทำอะไรกับสิ่งหนึ่ง แต่ทำกับสิ่งนั้นไม่ได้ ก็หาทาง ไปทำกับสิ่งอื่นให้มีผลกระทบกระเทือนถึงสิ่งที่ต้องการจะทำนั้น แต่การกระทำเช่นนี้มิได้นำความเดือดร้อนมาสู่ผู้กระทำ ดังสำนวน “cut off one’s nose to spite one’s face” และ “ตายประชดป่าช้า” สำนวนที่มีความหมายดังกล่าว คือ “flog a whipping boy when someone else deserves punishment” ซึ่งตรงกับสำนวนไทย “ตีวัวกระทบคราด”

สำนวนอังกฤษ “flog a whipping boy when someone else deserves punishment” มาจากประเพณีซึ่งใช้ตามโรงเรียนต่างๆ ในสมัยโบราณ คำ ‘whipping boy’ หมายถึง เด็กผู้ชายที่เรียนหนังสือกับโอรสพระราชา หรือลูกชายขุนนางต่างๆ และเป็นผู้ที่ถูกตีแทนเมื่อโอรสพระราชา หรือลูกชายขุนนางทำผิด สำนวนนี้จึงหมายถึงการขัดเคืองคนๆ หนึ่ง แต่ทำโทษ หรือทำร้ายเขาไม่ได้ จึงกระทำต่ออีกคนหนึ่งแทนเพื่อให้กระทบกระเทือนถึงคนๆ นั้น

สำนวนไทย “ตีวัวกระทบคราด” เอาวัวกับคราด มาเปรียบ คราดเป็นเครื่องมือสำหรับกวาดลากฟาง หรือ หญ้าในนา ผูกเป็นคันยาวใช้วัวลาก ความสำคัญอยู่ที่ คราด เมื่อคราดไม่ทำงาน แต่ทำอะไรคราดไม่ได้ คน จึงตีวัวให้ลากคราด วัวเลยกลายเป็นแพะรับบาป เพราะ คราดไม่ทำงาน เช่นเดียวกับ ‘whipping boy’ ต้องถูกตีแทนโอรสของพระราชา หรือ ขุนนางที่ทำผิด สำนวนนี้จึงหมายถึง พูดหรือทำกับสิ่งหนึ่งให้กระทบกระเทือนไปถึงอีกสิ่งหนึ่ง ดังโคลงสุภาษิตมีว่า

“ตีวัวกระทบคราดเปื้อน       ลามปาม

บ่มิควรลวนลาม                 โกรธหง้าน

โกรธคนที่เรือนตาม             ตีถูก แล้วพ่อ

ตีประชดชาวบ้าน                บ่นบ้าบัดสี”

มีสำนวนไทยอีกสำนวนหนึ่ง ซึ่งมีความหมายใกล้เคียงกับ “ตายประชดป่าช้า” แต่มักจะใช้เจาะจง เกี่ยวกับการแกล้งให้สิ่งของแก่ใครมากๆ เพื่อประชดที่ผู้นั้นอยากได้มาก ซึ่งกลับเป็นผลเสียแก่ตนเอง สำนวน นี้คือ “หุงข้าวประชดหมา ปิ้งปลาประชดแมว’’ เอาหมากับแมวมาเปรียบ คือ เห็นหมากินข้าวมาก ก็แกล้ง ประชดหมาโดยการหุงข้าวมากๆ ให้หมา เห็นแมวชอบกินปลาย่างก็ปิ้งปลาให้แมวกิน หมาและแมวไม่เดือดร้อน กลับได้กินอิ่ม ส่วนผู้ประชดต้องสิ้นเปลืองมากขึ้น สำนวนนี้มีในโคลงสุภาษิตว่า

“ หุง          สารใส่หม้อล้น           เหลือหลาย

ข้าว           คลุกใส่กระทาย          ทุ่มไว้

ประชด       สุนัขให้หาย               โลภลัก หายฤา

หมา          เปรียบข้าชั่วใช้           ยิ่งให้ยิ่งกิน

ปิ้ง            มัจฉาใหญ่น้อย          นับอนันต์

ปลา          สุกเสร็จดึงดัน             แดกให้

ประชด       แมวจะให้มัน              หายลโมบ หายฤา

แมว          เช่นบ่าวชั่วใช้             ยิ่งให้ยิ่งเหิม”

(โคลงสุภาษิตเก่า)

(Visited 332 times, 2 visits today)