วิธีตอบคำถามในการสนทนา และโทนเสียงการพูดภาษาอังกฤษ

การสนทนาจะเป็นไปอย่างราบรื่น เป็นที่พอใจของทั้งสองฝ่ายหรือไม่นั้น ก็อยู่ที่คู่สนทนาว่าจะสามารถสร้างบรรยากาศได้ดีแค่ไหน จริงอยู่ในการสนทนาพูดคุยกันนั้น ผู้ถามมีบทบาทสำคัญกว่าผู้ตอบ คือสามารถจะทำให้การสนทนาเป็นไปอย่างไร เรื่องใดและนานแค่ไหน ผู้ถามจะเป็นผู้นำ แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ตอบก็มีความสำคัญเช่นกัน คือคำตอบหรือการตอบอาจเป็นตัวชี้ได้ว่า การสนทนาจะดำเนินต่อไปหรือไม่ ดังนั้น นอกจากจะได้เรียนรู้วิธีถามอย่างถูกต้องแล้ว ก็ควรรู้วิธีตอบที่ถูกต้องเหมาะสมด้วยเช่นกัน
จากตัวอย่างประโยคต่างๆ ที่กล่าวมาแล้วนั้น จะเห็นว่ามีวิธีตอบ คำถามหลายอย่าง หลายประการ ตามชนิดของคำถามต่างๆ ในที่นี้จะกล่าวถึงวิธีตอบคำถามอีกแบบหนึ่ง โดยเน้นความยาวของประโยคเป็นสำคัญ ซึ่งจำแนกออกเป็น 3 ระดับ คือ
1. คำตอบแบบสั้น (Short Answer)
2. คำตอบแบบปานกลาง (Medium Answer)
3. คำตอบแบบยาว (Long Answer)
คำตอบแบบต่างๆ นี้มีความสำคัญต่อการสนทนามาก คือ ถ้าตอบสั้นเกินไป อาจจะทำให้ผู้ถามเข้าใจว่าผู้ตอบไม่พอใจหรือไม่เต็มใจที่จะตอบหรือพูดคุยด้วย ดังนั้น จึงอาจเลิกถามหรือพูดคุยไปเลย ดังตัวอย่างต่อไปนี้
A: What’s your name?
คุณชื่ออะไร
B: Vichai.
วิชัย
A: Where are you from?
คุณมาจากไหน
B: Khon Kaen.
ขอนแก่น
A: How old are you?
คุณอายุเท่าไร
B: Twenty five.
25 ปี
A: Are you a student?
คุณเป็นนักศึกษาใช่ไหม
B: No.
เปล่า
จากตัวอย่างที่กล่าวมานี้ เป็นคำตอบที่สั้นที่สุด คือตอบเพียงคำเดียว ซึ่งถือว่าไม่เหมาะแก่การพูดคุยสนทนา ผู้ถามคงไม่อยากจะถามต่อไปอีก ฉะนั้น การสนทนาก็คงจะสิ้นสุดลงแค่นั้น และถ้าตอบยาวเกินไป คือถามเพียงเรื่องเดียว กลับตอบอย่างยืดยาว เพื่อให้รายละเอียดผู้ถามอาจจะเห็นว่าเป็นการประชด ไม่เต็มใจให้ถามในเรื่องอื่นๆ ต่อไป จึงแกล้งตอบเสียยืดยาว ตัวอย่างเช่น
A: What’s your name?
คุณชื่ออะไร
B: My name is Vichai Jaidee. I come from Khon Kaen.
I am twenty-five years old. I am a teacher. I…
ฉันชื่อวิชัย ใจดี มาจากขอนแก่น อายุ 25 ปี เป็นครู
ฉะนั้น เพื่อให้การสนทนาดำเนินต่อไป เป็นที่พอใจของทั้งสองฝ่าย ผู้ตอบควรจะตอบให้เหมาะสม คือมีความยาวปานกลาง อาจจะมีคำอื่นเสริมบ้าง เพื่อให้เห็นว่า ไม่ห้วนจนเกินไปและไม่ยาวจนน่าเบื่อ ดังตัวอย่างต่อไปนี้
A: What’s your name?
คุณชื่ออะไร
B: My name’s Vichai Jaidee.
ฉันชื่อวิชัย ใจดี
A: Where are you from?
คุณมาจากไหน
B: I’m from Khon Kaen.
ฉันมาจากขอนแก่น
A: How old are you?
คุณอายุเท่าไร
B: I’m twenty-five.
อายุ 25 ปี
A: Are you a student?
คุณเป็นนักศึกษาใช่ไหม
B: No. I’m a teacher.
เปล่า. ฉันเป็นครู
การตอบขนาดปานกลางนี้จะทำให้บรรยากาศเป็นไปอย่างราบรื่น ทำให้การสนทนามีชีวิตชีวา คือดำเนินต่อไปเรื่อยๆ จนเป็นที่พอใจของทั้งสองฝ่าย แต่อย่างไรก็ตาม แม้จะใช้วิธีและขนาดได้เหมาะสมแล้ว ก็ต้องคำนึงถึงกาละเทศะนั้นๆ ด้วย คือบางวิธีบางขนาดอาจไม่เหมาะกับสถานการณ์หนึ่ง แต่อาจเหมาะกับอีกสถานการณ์หนึ่งก็ได้ ฉะนั้น จะใช้วิธีใด ขนาดใดเหมาะสม ก็อยู่ที่ดุลยพินิจของผู้พูดเอง
เสียงสูงต่ำ (Intonation)
ภาษาอังกฤษมีระบบเสียงสูงต่ำ แต่ละคำในประโยคจะมีเสียงสูงต่ำ ไม่เท่ากัน แม้ประโยคเหมือนกันหรืออย่างเดียวกัน ถ้าระดับเสียงแตกต่างกัน ทำให้ความหมายต่างกันไปด้วย ดังนั้น จะเห็นได้ว่า เสียงสูงต่ำมีความสำคัญมากในภาษาอังกฤษ โดยเฉพาะในการสนทนาในแต่ละส่วนละตอนของประโยคมีระดับเสียงไม่เหมือนกัน แต่ในที่นี่จะกล่าวเฉพาะเสียงสูงต่ำท้ายประโยคเท่านั้นหรือห้ายข้อความ ซึ่งประโยคแต่ละชนิดมีเสียงสูงตํ่าท้ายประโยคแตกต่างกัน ระดับเสียงท้ายประโยคจำแนกออกเป็น 3 ชนิด คือ
1. เสียงลงต่ำ(Falling)↘
2. เสียงขึ้นสูง (Rising)↗
3. เสียงตรง (Straight) →
ระดับเสียงต่างๆ นี้ใช้กับประโยคต่างชนิดกัน ดังรายละเอียดต่อไปนี้
1. เสียงลงต่ำ (Falling)
โดยทั่วไปแล้วประโยคจะมีเสียงลงท้ายต่ำลง เป็นการแสดงถึงการ สิ้นสุด ข้อความประโยคที่มีเสียงเช่นนี้มีหลายชนิด ซึ่งแยกออกอย่างกว้างๆ ได้ 2 ชนิด คือ
-ประโยคบอกเล่า ปฏิเสธ คำสั่ง ซึ่งถือว่าเป็นธรรมดาที่สุด คือใช้ โดยทั่วๆ ไป เช่น
She is very beautiful.↘
There are ten members of this group.↘
I don’t understand what you said.↘
He won’t come tomorrow.↘
Sit down.↘
Close the window.↘
Don’t tell him about me.↘
Don’t be late for the meeting.↘
-ประโยคถาม Wh-Question และ Alternative Question ประโยค คำถามสองชนิดนี้ใช้เสียงลงท้ายประโยค เช่น
Who is that?↘
What’s your surname?↘
Where are you from?↘
What time will we arrive there? ↘
How many students are you teaching? ↘
Will you stay with him or come with me?↘
Is she a nurse or teacher?↘
Does your sister or brother study at Krirk?↘
2. เสียงขึ้นสูง (Rising)
ชนิดของประโยคที่ลงท้ายด้วยเสียงขึ้นสูงนี้มีไม่มากนัก แต่อย่างไรก็ตาม อาจแยกกว้างๆ ได้ 2 ชนิด คือ
-ประโยคคำถาม Yes/No Question และ Tag Question ถือว่าเป็นประโยคหลักของการออกเสียงชนิดนี้ เช่น
Is she very beautiful?↗
Do you understand what I told?↗
Didn’t he attend class?↗
Won’t you go to work today?↗
He comes from Australia, doesn’t he?↗
You can do it yourself, can’t you?↗
It isn’t very costly, is it?↗
-ประโยคบอกเล่าซึ่งแสดงถึงความสงสัย และรายชื่อสิ่งต่างๆ ใน ประโยค และท้ายประโยคหน้าซึ่งเป็นตอนหนึ่งของประโยค เช่น
Oh, I am late.↗
He passed the exams.↗
There are three courses here: Conversationfwriting,↗Writing↗and Translation.↘
Do you want to take tea,↗coffee↗or Coca-Cola?↘
If it is ready, we will go now.↘
He is a good man, but no one believes him.↘
3. เสียงตรง (Straight)
การลงเสียงชนิดนี้ใช้กับข้อความที่ยังไม่จบประโยค คือยังจะพูดต่อไป หรือใช้กับประโยคยาวๆ เพื่อหยุดเป็นตอนๆ เพื่อพักหายใจหรือแยกความเป็นตอนให้เข้าใจง่าย เช่น
I want to go now → (because I have many things to do).
I don’t know → (where he comes from).
He said that → (he didn’t understand).
Yes, → she is.
You should take Conversation and Writing courses, → and then take Translation course.
เสียงสูงตํ่าเหล่านี้ นอกจากใช้กับประโยคแล้ว ยังสามารถใช้กับคำหรือวลีด้วย เพื่อให้กลายเป็นประโยคหรือเป็นส่วนของประโยคได้ เช่น
Your book หรือ Yes อาจจะมีการลงเสียงได้หลายอย่าง ทำให้ประโยคแตกต่างกันดังนี้
Your book↘ มีความหมายเป็นประโยคบอกเล่าว่า นี้หนังสือคุณ
Your book↗ มีความหมายเป็นคำถามว่า หนังสือคุณใช่ไหม
Your book → ยังไม่จบประโยค อาจจะมีคำอื่นตามมา เช่น is here.
Yes ↘ มีความหมายเป็นการตอบรับโดยทั่วไป
Yes↗  ตอบรับแล้วอาจจะถามต่อว่า ใช่, มีอะไรหรือ
Yes → มีความหมายยังไม่หมดประโยค อาจมีคำตามมา เช่น it is.
อย่างไรก็ตาม บางประโยคอาจจะออกเสียงสูงต่ำแตกต่างไปจาก หลักเกณฑ์ที่กล่าวแล้ว ทำให้ความหมายแตกต่างออกไป ซึ่งมีตัวอย่างดัง ต่อไปนี้
-ประโยคคำถาม Alternative ลงเสียงต่ำท้ายประโยค แต่สามารถ ขึ้นเสียงได้ ความหมายกลายเป็นคำถาม Yes/No ต้องการคำตอบ Yes/No ดังที่กล่าวแล้วในตอนต้น เช่น
Do you like tea or coffee?↗
Yes./No.
คุณชอบชาหรือกาแฟไหม
Will she take Writing or Reading?↗
Yes./No.
เธอจะเรียนการเขียนหรือการอ่านไหม
-ประโยคคำถาม Wh-Question อาจจะลงเสียงท้ายประโยคสูงขึ้น ได้ ในกรณีต่อไปนี้ เพื่อเป็นการเอ็นดู ซึ่งผู้มีอายุถามเด็กๆ ด้วยความรัก ความเอ็นดู เช่น What’s your name?↗ Where are you from?↗ และ เพื่อเป็นการย้อนคำถามเมื่อฟังไม่ชัดเจน ต้องการถามว่าตนถูกถามเช่นนั้น ใช่หรือไม่ เช่น
A: Who is she?↘
เธอเป็นใคร
B: Who is she?↗
เธอเป็นใครใช่ไหม
A: Yes.
ใช่
B: She is my secretary.↘
เธอเป็นเลขานุการของฉันเอง
ที่มา:ดร.สวาสดิ์  พรรณา

(Visited 675 times, 1 visits today)