วิธีการใช้ Passive Two Objects ในภาษาอังกฤษ

ในประโยคภาษาอังกฤษบางประเภท หลังกริยา (verb) บางคำจะมีกรรมรองรับ 2 ตัวได้แก่ กรรมตรง (direct object ไดเร็กทฺ อ็อบเจ็กทฺ) และกรรมอ้อม หรือบางคนเรียกกรรมรอง (indirect object อินไดเร็กทฺ อ็อบเจ็กทฺ) ทั้งนี้กรรมตรง หมายถึง กรรมที่ได้จากผลการกระทำโดยตรงจากกริยา ส่วนกรรมอ้อม หมายถึง กรรมที่ได้รับผลการกระทำจากกริยารองมาจากกรรมตรง

คำกริยา (verbs) ที่มักมีกรรม (objects) 2 ตัวได้แก่ give, send, offer, show, pay, teach, mail, lend, grant, hand และ tell เมื่ออยู่ในลักษณะของประโยค Active จะมีโครงสร้างดังนี้
โครงสร้าง 1
Subject + Verb + Direct Object + To/For + Indirect Object

โครงสร้าง 2
Subject + Verb + Indirect Object + Direct Object
(ทั้ง 2 โครงสร้างนี้ มีความหมายเดียวกัน)
ตัวอยาง
1. Peter sent a dozen roses to Mary. (โครงสร้าง 1)
Peter sent Mary a dozen roses. (โครงสร้าง 2)
ปีเตอร์ได้ส่งดอกกุหลาบจำนวนหนึ่งโหลไปให้แมรี่
2. Grandmother told a story to children. (โครงสร้าง 1) Grandmother told children a story. (โครงสร้าง 2)
คุณย่าได้เล่าเรื่องให้เด็กๆ ฟัง
3. Mother will give a gold ring to me.(โครงสร้าง 1)
Mother will give me a gold ring. (โครงสร้าง 2)
แม่จะให้แหวนทองแก่ดิฉัน
4. He had sent a telegram to me before I arrived home. (โครงสร้าง 1)
He had sent me a telegram before I arrived home. (โครงสร้าง 2) เขาได้ส่งโทรเลขมาหาผมก่อนที่ผมจะเดินทางถึงบ้าน
5. Did Mary show the picture to you ? (โครงสร้าง 1)
Did Mary show you the picture ? (โครงสร้าง 2)

เมื่อจะเปลี่ยนประโยค Active ที่มี objects รองรับ 2 ตัวคือ direct object และ indirect object เป็นประโยค Passive สามารถจะทำได้ 2 โครงสร้าง คือ
โครงสร้าง 1
Direct object (S) + be + past participle + to/for + indirect object
หรือ

โครงสร้าง 2
Indirect object (S) + be + past participle + direct object
โดยมีกติกาว่า

1. คง tense เดิมของ Active
2. be อาจจะเป็น is/am/are (Present Simple), was/were (Past Simple), been (Perfect Tenses), being (Continuous Tenses), to be (Infinitive), be (หลังกริยาช่วย)
3. อาจจะละ by + agent noun ได้เมื่อ agent noun นั้นไม่ระบุชัดเจน ว่าเป็นใครหรืออะไร
4. ในโครงสร้าง 1 ดึงเอา Direct object มาเป็น Subject (S) ส่วนใน โครงสร้าง 2 ดึงเอา Indirect object มาเป็น Subject (S)
จากประโยค Active ที่ยกมาทั้ง 5 ตัวอย่าง อย่างละ 2 โครงสร้างข้างต้น จึงสามารถนำมาเปลี่ยนเป็นประโยคแบบ Passive ได้ดังนี้
ตัวอย่าง
1. A dozen roses were sent to Mary by Peter. (โครงสร้าง 1)
ดอกกุหลาบจำนวนหนึ่งโหลถูกส่งไปถึงแมรี่โดยปีเตอร์
Mary was sent a dozen roses by Peter. (โครงสร้าง 2)
แมรี่ถูกส่งดอกกุหลาบจำนวนหนึ่งโหลโดยปีเตอร์
2. A story was told to children by grandmother. (โครงสร้าง 1)

เรื่องได้ถูกเล่าให้เด็กๆ ฟังโดยคุณย่า
Children were told a story by grandmother. (โครงสร้าง 2)
เด็กๆ ถูกเล่าเรื่องให้ฟังโดยคุณย่า
3. A gold ring will be given to me by mother. (โครงสร้าง 1)
แหวนทองจะถูกให้แก่ดิฉันโดยคุณแม่
I will be given a gold ring by mother. (โครงสร้าง 2)
ดิฉันจะถูกให้แหวนทองโดยคุณแม่
4. A telegram had been sent to me before I arrived home. (โครงสร้าง 1)
โทรเลขได้ถูกส่งถึงผม ก่อนที่ผมจะเดินทางถึงบ้าน
I had been sent a telegram before I arrived home. (โครงสร้าง 2)

ผมได้ถูกส่งโทรเลขมาก่อนที่ผมจะเดินทางถึงบ้าน
5. Were the pictures shown to you by Mary ? (โครงสร้าง 1) รูปภาพได้ถูกแสดงแก่คุณโดยแมรี่ใช่ไหม
Were you shown the pictures by Mary? (โครงสร้าง 2)
คุณได้ถูกให้ดูรูปภาพโดยแมรี่ใช่ไหม

จะพบว่า เวลาแปลประโยคที่เป็น Passive ดูจะแปลกๆ ฉะนั้นหากจะแปลแล้วฟังดูดี ก็ควรจะแปลในรูปแบบของประโยคแบบ Active

เมื่อสังเกตที่ verb “be” ในประโยค Passive จะต้องคำนึงถึง Subject ซึ่งอาจจะเป็น Direct object หรือ Indirect object ที่เป็นเอกพจน์หรือพหูพจน์ กล่าวคือถ้า Direct object หรือ Indirect object ที่ถูกดึงมาเป็นประธาน (Subject) เป็นรูปหรือความหมายเอกพจน์ verb “be” ก็ต้องเป็นเอกพจน์ แต่ถ้าภาคประธานเป็นรูปหรือความหมายพหูพจน์verb “be” ก็ต้องเป็นพหูพจน์ด้วย ดังตัวอย่างประโยค Passive ที่กล่าวมาแล้วข้างต้น

ที่มา:รองศาสตราจารย์ทณุ  เตียวรัตนกุล

(Visited 548 times, 1 visits today)