รูปแบบการใช้ Present simple ในภาษาอังกฤษ

Present simple (เพรเซ่นทฺ ซิมเพิล) หมายถึง “ปัจจุบันกาล” ใช้เพื่อกล่าวถึงสิ่งที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก เช่น เกิดขึ้นทุกวัน (every day) บ่อยๆ (often) บางครั้งบางคราว (sometimes) หรือเป็นปกติวิสัย (usually) เป็นต้น

รูปของ Present simple
(1) Statement form (สเตทเม้นทฺ ฟอม) หรือในภาษาไทยเรียกว่า “รูป บอกเล่า” ประกอบด้วย
ภาคประธาน + ภาคกริยา + ภาคกรรมหรือส่วนขยาย
อธิบาย ภาคประธาน (subject ซับเจ็กทฺ) คือคำนามหรือสรรพนามที่ทำ หน้าที่ผู้กระทำในอาการกิริยานั้นๆ

ภาคกริยา (verb เวิบ) คือคำที่แสดงอาการกิริยา ส่วนนี้จะอยู่ถัดจากภาคประธานของประโยค ส่วนประกอบนี้นับว่าสำคัญ เพราะเป็นส่วนที่บ่งบอก ประโยคภาษาอังกฤษนั้นๆ ว่าเป็นรูป Present simple หรือไม่ ซึ่งใน Present simple คำกริยาอาจจะมีรูปดังนี้

ก. กริยาช่อง 1 โดยไม่เติม -s/-es ข้างท้าย เมื่อประธานของประโยคเป็นคำนามพหูพจน์ (plural noun พลูเริล นาว) เช่น People, Mr. James and Mrs. Susan, Elephants หรือประธานเป็น personal pronoun คือ I, We, You, They

ข. กริยาช่อง 1 เติม -s/-es ข้างท้ายเมื่อประธานของประโยคเป็นคำนามเอกพจน์ (singular noun ซิงกิวเลอะ นาว) เช่น An elephant, Mr. James, Dinner หรือประธานเป็น (im)personal pronoun คือ He, She, It

ภาคกรรมหรือส่วนขยาย (object or modifier อ็อบเจ็กทฺ / โมดิไฟเออะ) คือส่วนที่อยู่ถัดจากภาคกริยา ซึ่งอาจจะเป็นคำนาม คำสรรพนาม หรือคำขยายอื่นใดก็ได้ที่ช่วยให้ประโยคมีใจความสมบูรณ์
ตัวอย่าง
Ann takes a shower every day.
แอนอาบน้ำฝักบัวทุกวัน
The earth revolves around the sun.
โลกหมุนรอบดวงอาทิตย์

(2) Negative form (เนเกอทิฟวฺ ฟอม) หรือในภาษาไทยเรียกว่า “รูป ปฏิเสธ’’ ประกอบด้วย
ภาคประธาน + กริยาช่วย + not + (กริยาแท้) + ภาคกรรมหรือส่วนขยาย
อธิบาย กริยาช่วย (helping verb เฮ้วพิ่ง เวิบ) คือกริยาประเภทหนึ่งที่ วางไว้หน้ากริยาแท้ได้แก่ can, may, must, is, am, are, do, does เป็นต้น กริยาประเภทนี้ไม่ถือว่าเป็นกริยาหลัก สำหรับกริยาช่วย do และ does ใช้เมื่อประโยคบอกเล่าไม่มีกริยาช่วยใดๆ นอกจากกริยาแท้

กริยาแท้ (finite verb ไฟไน้ทฺ เวิบ) คือกริยาหลักของประโยค ซึ่งอยู่ในรูปปฏิเสธ จะวางอยู่ถัดจากคำว่า not ที่แสดงการปฏิเสธว่า “ไม่’’
ตัวอย่าง
Ann does not take a shower every day.
Ann doesn’t take a shower every day.
แอนไม่ได้อาบน้ำฝักบัวทุกวัน
Susan is not a student. She is a businesswoman.
Susan isn’t a student. She is a businesswoman.
ซูซานไม่ได้เป็นนักศึกษา เธอเป็นนักธุรกิจ
Naree can not speak French.
Naree can’t speak French.
นารีพูดภาษาฝรั่งเศสไม่ได้
ข้อควรจำ หลังกริยาช่วย is, am, are เมื่ออยู่ในรูป Present simple จะ ไม่มีกริยาแท้ตามหลัง แต่จะตามด้วยส่วนขยายที่ทำให้ใจความของประโยคสมบูรณ์ ส่วนหลังกริยาช่วยอื่นๆ จะมีกริยาแท้ตามหลัง

(3) Question form (เควสเชิ่นฟอม) หรือในภาษาไทยเรียกว่า “รูปคำถาม’’ ประกอบด้วย
กริยาช่วย + ภาคประธาน + (กริยาแท้) + ภาคกรรมหรือส่วนขยาย
อธิบาย ในรูปนี้คำกริยาช่วยจะถูกวางไว้หน้าประโยค แล้วจึงตามด้วยภาคประธาน และส่วนอื่นๆ ที่เหลือ สำหรับกริยาช่วย Do และ Does ใช้เมื่อในประโยคบอกเล่าไม่มีกริยาช่วยใดๆ นอกจากกริยาแท้
ตัวอย่าง
Does Ann take a shower every day ?
แอนอาบน้ำฝักบัวทุกวันหรือเปล่า
Is Susan a student ?
ซูซานเป็นนักศึกษาหรือเปล่า
Can Naree speak French ?
นารีพูดภาษาฝรั่งเศสเป็นหรือเปล่า

การใช้ Present simple
1. ใช้กับสิ่งที่เป็นจริงตลอดกาล คือเป็นจริงทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ไม่มีสิ่งใดที่จะแปรเปลี่ยนความเป็นจริงนั้นๆ ไปได้
ตัวอย่าง
Water boils at 100 degrees.
นํ้าเดือดที่อุณหภูมิ 100 องศา
February is the shortest month.
กุมภาพันธ์เป็นเดือนที่สั้นที่สุด
Water consists of hydrogen and oxygen.
น้ำประกอบด้วยไฮโดรเจนและออกซิเจน

2. ใช้เพื่อแสดงถึงกิจกรรมที่ทำทุกวันหรือทำเป็นนิสัย มักจะมีคำกริยา วิเศษณ์แสดงความถี่ (frequency adverbs ฟริเคว็นซิ แอ็ดเวิบสฺ) แสดงอยู่ในรูปประโยค ได้แก่ usually (ยุชวลลิ) “ปกติ” always (ออลเวสฺ) “เสมอ” often (อ็อฟเฟิ่น) “บ่อย ๆ” sometimes (ซัมไทมสฺ) “บางครั้ง” never (เนเวอะ) “ไม่เคย” rarely (แรลิ) “แทบจะไม่” seldom (เซลเดิ้ม) “แทบจะไม่” every day (เอฟริ เดย์) “ทุกวัน” frequently (ฟริเคว็นลิ) “บ่อยๆ” occasionally (อ็อกเคเชินเนอะริ) “เป็นครั้งคราว” และ normally (นอเมิลลิ) “ปกติ” เป็นต้น
ตัวอย่าง
Max gets up at 6.30 every day.
แม็กซ์ตื่นนอนเวลา 6.30 น. ทุกวัน
We often go to the cinema on Saturday.
พวกเราไปชมภาพยนตร์กันทุกวันเสาร์
My parents never eat meat.
พ่อแม่ของผมไม่เคยกินเนื้อ

3. ใช้กับกิจกรรมที่ทำอยู่เป็นประจำถาวร เช่น การประกอบกิจการของบริษัท การอยู่อาศัยถาวรในสถานที่หนึ่ง ฯลฯ
ตัวอย่าง
The company manufactures a wide range of plastics.
บริษัททำการผลิตพลาสติกหลายชนิด
Mr. and Mrs. Roger live in Brighton.
นายและนางโรเจอร์อาศัยอยู่ในเมืองไบรทัน

4. ใช้กับกำหนดเวลาในอนาคตที่ระบุไว้แน่นอนตายตัว เช่น กำหนดเวลาในการเดินรถ กำหนดเวลาในการเปิด-ปิดที่ทำงาน ฯลฯ
ตัวอย่าง
A :    When does the new plant open ?
B :    It opens officially on 1 St January.
ก –    โรงงานแห่งใหม่เปิดเมื่อไร
ข –    จะเปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 มกราคม
A :    What time does the concert begin ?
B :    It begins at 7:30 p.m.
ก –    คอนเสิร์ตเริ่มแสดงเวลาเท่าไร
ข –    คอนเสิร์ตเริ่มแสดงเวลา 1 ทุ่มครึ่ง

5. ใช้กับการออกคำสั่ง (instructions) ข้อสังเกตของการออกคำสั่ง คือจะเริ่มข้อความด้วยคำกริยาช่อง 1 ไม่มีการเติม -s/-es
ตัวอย่าง
Stand up and walk to the door.
จงลุกขึ้นและเดิน ไปที่ประตู
First, fold it in half.  After that glue the two parts together.
ขั้นแรกพับครึ่ง หลังจากนั้นให้เอากาวทาสองส่วนนั้นเข้าด้วยกัน

6. ใช้กับการรับรู้สึก (perception) หรือสภาวการณ์ใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับ การรับรู้สึก คำกริยาเหล่านี้มักใช้รูปปกติ ไม่ใช้ในรูป continuous (คือรูป verb to be + V-ing) ได้แก่ hope, know, understand, like, love, mean, forget, contain, imagine, remember, prefer, suppose, want, belong, concern, consist of, cost, equal, have, involve, depend on, owe, possess, own, remain, require, believe
ตัวอย่าง
ผิด I am wanting a glass of water.
ถูก I want a glass of water.
ผิด We are believing you.
ถูก We believe you.
ผิด She is remaining ill.
ถูก She remains ill.

ที่มา:รองศาสตราจารย์ทณุ  เตียวรัตนกุล

(Visited 3,495 times, 1 visits today)