ประโยคคำถามแบบ Tag Question เรียนรู้การตอบแบบง่าย ๆ ให้ไม่งง

มีประโยคชนิดหนึ่งที่มีส่วนท้ายหรือส่วนหางเป็นรูปคำถาม เรียกว่า Tag question หรือ Question tag คำถามประเภทนี้จึงประกอบด้วยประโยคสองส่วน คือส่วนต้นเป็นประโยคธรรมดา ส่วนท้ายเป็นประโยคคำถาม ซึ่งเป็นรูปคำถามแบบ Yes/No Question คำถามชนิดนี้นิยมใช้ในการพูดคุยสนทนา โดยเฉพาะในการใช้ประโยคยาวๆ จะทำให้ไม่สับสน อาจกล่าวได้ว่า คำถามชนิดนี้เป็นการแสดงความรู้สึกหรือความเข้าใจของตนเองก่อนแล้วจึงขมวดเป็นการถามทีหลัง ว่าเป็นอย่างที่พูดมาข้างต้นหรือเปล่า ลักษณะสำคัญของ โครงสร้างคำถามชนิดนี้ก็คือ ท่อนต้นเป็นประโยคบอกเล่าหรือปฏิเสธ ท่อนหลังเป็นคำถามแบบ Yes/No Question แต่ใช้สรรพนาม (pronoun) ของประธานในท่อนต้นมาเป็นประธานในท่อนคำถาม การสร้างประโยคคำถามชนิดนี้จำแนกออกเป็น 2 วิธี ดังนี้
1. ท่อนต้นเป็นรูปประโยคบอกเล่า ท่อนหลังเป็นรูปคำถามปฏิเสธ ซึ่งผู้ถามคาดว่าจะได้คำตอบรับมากกว่าปฏิเสธ
ตัวอย่าง
The man is your boss, isn’t he?
ชายคนนั้นคือเจ้านายของคุณ มิใช่หรือ
It is very hot today, isn’t it?
วันนี้อากาศร้อนมาก มิใช่หรือ
You know her very well, don’t you?
คุณรู้จักเธอดี มิใช่หรือ
The tourist group will arrive at ten, won’t it?
คณะทัศนาจรจะมาถึงในเวลา 10 โมง มิใช่หรือ
Your sister got a scholarship, didn’t she?
น้องสาวของคุณได้ทุนการศึกษา มิใช่หรือ
The students are doing exercises in the class, aren’t they?
นักศึกษากำลังทำแบบฝึกหัดอยู่ในห้องเรียนมิใช่หรือ
2. ท่อนต้นเป็นรูปประโยคปฏิเสธ ท่อนหลังเป็นคำถามธรรมดา ซึ่ง ผู้ถามคาดว่าจะได้คำตอบเป็นปฏิเสธ คือเป็นอย่างที่เขากล่าวในท่อนต้น
ตัวอย่าง
You don’t like beer, do you?
คุณไม่ชอบเบียร์ ใช่ไหม
This subject isn’t so difficult, is it?
วิชานี้ไม่ยากมาก ใช่ไหม
Suda and Vilai didn’t appear at the party, did they?
สุดาและวิไลไม่มางานเลี้ยง ใช่ไหม
No one knows his address, do they?
ไม่มีใครทราบที่อยู่ของเขา ใช่ไหม
They haven’t been to Phuket, have they?
พวกเขาไม่เคยไปภูเก็ต ใช่ไหม
The students won’t take class, will they?
นักศึกษาจะไม่เข้าเรียน ใช่ไหม
ข้อสังเกตบางประการเกี่ยวกับ Tag question
-ถ้าในท่อนแรกเป็น I am คำถามท่อนหลังเป็น aren’t I? แต่ถ้า ท่อนแรกเป็น I am not คำถามในท่อนหลังเป็น am I? เช่น
I am your teacher, aren’t I?
ฉันเป็นครูของคุณ มิใช่หรือ
I am not the group leader, am I?
ฉันไม่ใช่ผู้นำกลุ่ม ใช่ไหม
-ถ้าในประโยคมีคำที่แสดงความหมายปฏิเสธหรือมีความหมาย คล้ายๆ กัน ในท่อนหลังใช้รูปคำถามธรรมดา เช่น
Vichai hardly passed his test, did he?
วิชัยเกือบไม่ผ่านการทดสอบ ใช่ไหม
You have never been to Khon Kaen, have you?
คุณไม่เคยไปขอนแก่น ใช่ไหม
-ถ้าในท่อนแรกเป็นประโยคคำสั่ง ท่อนหลังใช้ will you? ใน ความหมายขอร้อง และเป็นรูปปฏิเสธ won’t you? ในความหมายเชื้อเชิญ และถ้าเป็นประโยคชักชวนขึ้นต้นด้วย Let’s ท่อนหลังเป็น shall we? เช่น
Open the window, will you?
เปิดหน้าต่างหน่อยได้ไหม
Wait a minute, will you?
รอสักครู่ได้ไหม
Come in, won’t you?
เชิญเข้าข้างในเลยครับ
Have a cup of tea, won’t you?
คุณจะรับนํ้าชาสักถ้วยไหม
Let’s take a walk, shall we?
ไปเดินเล่นกันไหม
Let’s go shopping after lunch, shall we?
หลังอาหารกลางวัน ไปหาซื้อของกันไหม
-ถ้าประธานในท่อนแรกมีคำเหล่านี้ everybody, everything, nobody, every one สรรพนามในท่อนหลังเป็น they เช่น
Everybody likes him, don’t they?
ทุกคนชอบเขาใช่ไหม
Nobody is waiting for you, are they?
ไม่มีใครกำลังรอคอยคุณใช่ไหม
การตอบคำถาม Question Tag
การตอบคำถามประเภทนี้ใช้ yes หรือ no เช่นเดียวกับ yes/no Question และใช้ในกฎเดียวกัน การตอบคำถามอาจจะแยกได้ตามชนิดของคำถามได้ดังนี้
-ถ้าเป็นคำถามประเภทแรก คือท่อนแรกเป็นประโยคบอกเล่า ท่อนหลังเป็นคำถามปฏิเสธ ต้องการคำตอบบอกรับมากกว่าปฏิเสธ แต่ในความเป็นจริงอาจจะเป็นปฏิเสธได้เช่นกัน
ตัวอย่าง
คำถาม   
The man is your teacher, isn’t he?    ชายคนนั้นเป็นครูของคุณ มิใช่หรือ
คำตอบ
Yes, he is.
ใช่, เขาเป็นครูของฉัน
No, he isn’t.
เปล่า, เขาไม่ใช่ครูของฉัน
คำถาม
You like her, don’t you?
คุณชอบเธอมิใช่หรือ
คำตอบ
Yes, I do.
ใช่, ฉันชอบเธอ
No, I don’t.
เปล่า, ไม่ชอบ
คำถาม
They can speak Thai; can’t they?
พวกเขาพูดไทยได้มิใช่หรือ    คำตอบ
Yes, they can.
ใช่, พูดได้
No, they can’t.
เปล่า, พูดไม่ได้
-ถ้าเป็นคำถามประเภทที่สอง คือท่อนแรกเป็นประโยคปฏิเสธ ท่อนหลังเป็นคำถามธรรมดา ต้องการคำตอบปฏิเสธมากกว่ารับ เช่นเดียวกับ Yes/No question ที่เป็นรูปปฏิเสธ มีกฎเกณฑ์อย่างเดียวกัน และมีความสับสนในภาษาไทยเหมือนกัน
ตัวอย่าง
คำถาม   
You cannot speak Chinese, can you?
คุณพูดภาษาจีนไม่ได้ ใช่ไหม
คำตอบ
No, I can’t.
ไม่ได้., พูดไม่ได้
Yes, I can.
ได้., พูดได้
คำถาม
No one likes her, do they?
ไม่มีใครชอบเธอ ใช่ไหม
คำตอบ
No, they don’t.
ใช่, ไม่มี
Yes, they do.
มี, มีอยู่
คำถาม
Vicit didn’t get hurt, did he?
วิชิตไม่ได้รับบาดเจ็บ ใช่ไหม
คำตอบ
No, he didn’t.
ใช่, ไม่บาดเจ็บ
Yes, he did.
ไม่ใช่, เขาได้รับบาดเจ็บ
Yes/No Question กับ Tag Question
ประโยคคำถามทั้งสองชนิดนี้มีความหมายเหมือนกัน ต้องการคำตอบอย่างเดียวกันคือตอบรับและปฏิเสธ แต่รูปประโยคต่างกัน คือ Yes/No Question เป็นรูปคำถามทั้งประโยค โดยขึ้นต้นด้วยกริยา นิยมใช้ทั่วๆ ไป ถ้าเป็นประโยคเนื้อความยาวๆ อาจทำให้สับสนได้ โดยเฉพาะในการสนทนา ถ้าเป็นประโยคยาวๆ อาจมีปัญหาได้ ส่วน Tag Question เป็นคำถามเฉพาะส่วนท้าย ซึ่งเป็นรูป Yes/No Quest. นั่นเอง ถือว่าเป็นคำถามที่เน้นกว่านิยมใช้ในการพูดคุยสนทนา ทำให้พูดง่ายและเข้าใจง่าย โดยเฉพาะในประโยคยาวๆ ในท่อนแรกเป็นการแสดงความรู้สึกหรือความเข้าใจของผู้พูดเองทั้งหมด จากนั้นจึงถามว่าเป็นจริงอย่างในท่อนแรกหรือเปล่า อย่างไรก็ตาม แม้ว่าคำถามทั้งสองชนิดนี้มีรายละเอียดแตกต่างแต่อาจใช้แทนกันได้ โดยมีความหมายเหมือนเดิม ดังต่อไปนี้
Yes/No     =     Is he your teacher?
เขาเป็นครูของคุณใช่ไหม
Tag         =     He is your teacher, isn’t he?
เขาเป็นครูของคุณมิใช่หรือ
Yes/No     =     Did you take part in the party to congratulate him last night?
คุณร่วมงานเลี้ยงแสดงความยินดีกับเขาเมิ้อคืนนี้ใช่ไหม
Tag         =     You took part in the party to congratulate him last night, didn’t you?
คุณเข้าร่วมงานเลี้ยงแสดงความยินดีกับเขาเมิ้อคืนนี้
มิใช่หรือ
Yes/No     =     Don’t you understand what I said?
คุณไม่เข้าใจสิ่งที่ฉันพูดใช่ไหม
Tag         =     You don’t understand what I said, do you?
คุณไม่เข้าใจสิ่งที่ฉันพูดใช่ไหม
Yes/No     =     Isn’t the Grand Palace far from the National Museum?
พระบรมมหาราชวังไม่ไกลจากพิพิธภัณฑสถาน
แห่งชาติ ใช่ไหม
Tag         =     The Grand Palace isn’t far from the National Museum, is it?
พระบรมมหาราชวังไม่ไกลจากพิพิธภัณฑสถาน
แห่งชาติ มิใช่หรือ
Alternative Question กับ Tag Question
คำถามประเภท Alternative แม้โดยทั่วไปแล้วจะไม่ทำให้สับสน เพราะมีรูปประโยคและความหมายที่ชัดเจน คือมี or เชื่อมเพื่อให้เลือกเอา แต่ถ้าจะพิจารณาให้ดีแล้วมีรูปและความหมายคล้ายกับ Yes/No Question แม้ผู้ถามจะไม่มีเจตนาจะให้เป็นอย่างนั้นก็ตาม แต่ถ้าจะมีใครให้ความหมาย เป็น Yes/No Quest. ก็มีความเป็นไปได้เช่นกัน ฉะนั้น ประโยคอย่างเดียวกัน อาจจะมีความหมายแตกต่างกันได้ คือเป็นคำถามประเภท Alternative หรือ Yes/No ดังตัวอย่างต่อไปนี้ Alternative =     Do you like tea or coffee?
คุณชอบชาหรือกาแฟ
Can you speak Thai or Chinese?
คุณสามารถพูดไทยหรือจีนได้
Will he take Conversation, Translation or Writing?
เขาจะเรียนการสนทนา การแปล หรือการเขียน
Yes/No =         Do you like tea or coffee?
คุณชอบชาหรือกาแฟไหม
Can you speak Thai or Chinese?
คุณพูดภาษาไทยหรือภาษาจีนได้ไหม
Will he take Conversation, Translation or Writing?
เขาจะเรียนการสนทนา การแปล หรือการเขียนไหม
จากตัวอย่างความหมายในภาษาไทยของประโยคต่างๆ เหล่านี้ จะเห็นว่ามีจุดมุ่งหมายในการถามต่างกัน or ในคำถามชนิดแรกเป็นตัวเชื่อมเพื่อให้เลือกจริงๆ ส่วนในคำถามประเภทที่สอง or ทำหน้าที่แค่เป็นตัวเสริมเท่านั้น ซึ่งอาจจะไม่มีก็ได้ เพิ่มเข้าเพื่อให้รายละเอียดเท่านั้น ต้องการคำตอบ yes หรือ no เท่านั้น
ฉะนั้น เพื่อจะให้ได้คำถามและคำตอบแตกต่างจาก Alternative Quest. อย่างชัดแจ้งแล้ว สามารถสร้างเป็นคำถามแบบ Tag Question ได้ ดังนั้นประโยคต่างๆ ข้างบนนั้น สร้างเป็นคำถามแบบ Tag Question พร้อมคำตอบได้ดังนี้
You like tea or coffee, don’t you?
คุณชอบชาหรือกาแฟ มิใช่หรือ
Yes, I do.
ใช่,ฉันชอบ
No? I don’t.
เปล่า, ฉันไม่ชอบ
You can speak Thai or Chinese, can’t you?
คุณพูดภาษาไทยหรือภาษาจีนได้ มิใช่หรือ
Yes, I can.
ใช่, ฉันพูดได้
No? I don’t.
เปล่าม ฉันไม่ชอบ
You can speak Thai or Chinese, can’t you?
คุณพูดภาษาไทยหรือภาษาจีนได้ มิใช่หรือ
Yes, I can.
ใช่, ฉันพูดได้
No, I can’t.
เปล่า, พูดไม่ได้
He will take Conersation, Translation or Writing, won’t he?
เขาจะเรียนการสนทนา การแปล หรือการเขียน มิใช่หรือ
Yes, he will
ใช่, เขาจะเรียน
No, he won’t.
เปล่า, เขาไม่เรียน
แบบฝึกหัด
จงสร้างประโยคต่อไปนี้เป็นคำถาม Tag Question แล้วตอบคำถาม
ตัวอย่าง
He likes English very much.
= He likes English very much, doesn’t he?
Yes, he does./ No, he doesn’t.
1.     Malee is a good student.
……………………………………………………………………..
2. You teach English at Krirk University.
……………………………………………………………………..
3. Thawee and Vichien will go to work in Japan.
……………………………………………………………………..
4. Your mother arrived in Bangkok yesterday.
……………………………………………………………………..
5. This exercise isn’t very hard for you.
……………………………………………………………………..
6. Everyone wants to learn English with him.
……………………………………………………………………..
7. You haven’t been to Chieng Mai.
……………………………………………………………………..
8. Sit down and don’t speak.
……………………………………………………………………..
9. Let’s take a rest for a while after the meeting.
……………………………………………………………………..
10. He comes from Australia.
……………………………………………………………………..
11. You think they are intelligent students.
……………………………………………………………………..
12. They hardly come to visit you.
……………………………………………………………………..
13. Your sister can speak English very well.
……………………………………………………………………..
14. The tourists don’t know the way to the Grand Palace.
……………………………………………………………………..
15. I think they won’t arrive tomorrow.
……………………………………………………………………..
ที่มา:ดร.สวาสดิ์  พรรณา

(Visited 8,361 times, 20 visits today)