การใช้Confusing verbsในภาษาอังกฤษ

คำกริยา (verbs เวิบสฺ) บางคำในภาษาอังกฤษ สร้างความสับสนให้กับท่านผู้อ่านได้ว่าควรจะใช้คำใดดีภายในประโยค เพราะคำกริยาเหล่านี้สร้างความสับสน (confusing verbs คอนฟิวซิ่ง เวิบสฺ) เป็นอันมาก ซึ่งท่านคงเคยพบเห็นบ่อยในข้อสอบเข้าศึกษาในสถาบันการศึกษา อาทิ โรงเรียนและมหาวิทยาลัย ดังนั้นจะขอนำมากล่าวไว้ ณ ที่นี้โดยแบ่งกล่าวเป็นกลุ่มๆ ดังนี้
กลุ่มที่ 1 : make & do
กลุ่มที่ 2 : say & tell
กลุ่มที่ 3 : raise & rise
กลุ่มที่ 4 : lie & lay
กลุ่มที่ 5 : gone &been
กลุ่มที่ 6 : hung & hanged
กลุ่มที่ 7 : borrow & lend
กลุ่มที่ 1 : make & do
1. make
-make + noun ที่เกี่ยวกับแผนการ ได้แก่
make an appointment (เมค แอน แอ็พพ้อยเม็นทฺ)=นัดหมาย
make an arrangement (เมค แอน เออะเร้นจฺเม็นทฺ) =ตระเตรียมการ make a choice (เมค เออะ ช้อยซฺ) = คัดเลือก
make a decision (เมค เออะ ดิซิเชิ่น) =ตัดสินใจ
make a plan (เมด เออะ แพลน) = วางแผนการ
-make + noun ที่เกี่ยวกับการเดินทาง ได้แก่
make a journey (เมค เออะ เจอนิ) = เดินทาง
make a tour (เมค เออะ ทัว) = เดินทางท่องเที่ยว
make a trip (เมค เออะ ทริพ) = เดินทางท่องเที่ยว
make a visit (เมด เออะ วิซิท) = เดินทางเยี่ยมเยือน
-make + noun ที่เกี่ยวกับการพูดและการใช้เสียง ได้แก่
make a comment (เมค เออะ คอมเม็นทฺ) =วิพากษ์วิจารณ์
make a noise (เมค เออะ น้อยสฺ) = ส่งเสียงดัง
make a point (เมค เออะ พ้อยทฺ) = ส่งเสียงเกรี้ยวกราว
make a promise (เมค เออะ พรอมิส)= สัญญา
make a sound (เมค เออะ ซาวดฺ) = ทำเสียงดัง
make a speech (เมค เออะ สปีช)) = กล่าวปาฐกถา
make a suggestion (เมค เออะ ซักเจสเชิ่น)= ให้การแนะนำ
make an excuse (เมค แอน เอ็กซฺคิวสฺ) =พูดแก้ตัว
-make + noun ที่เกี่ยวกับอาหาร, เครื่องดื่ม และสิ่งสร้างสรรค์ ได้แก่

make breakfast (เมค เบรคฟัสทฺ) = ปรุงอาหารเช้า
make a cup of tea (เมค เออะ กัพ ออฟ ที)= ทำนาชา
make some coffee (เมค ซัม ค้อฟฟิ)= ทำกาแฟ
make a meal (เมค เออะ มีล) = ทำอาหาร
make a sandwich (เมค เออะ แซนด์วิช)= ทำแซนด์วิช
make a cake (เมค เออะ เค้ก) = ทำขนมเค้ก
make clothes (เมค โคลส)    = ตัดเสื้อผ้า
-make + other expressions ได้แก่
make friends (with) (เมค เฟรนสฺ) = สร้างมิตรไมตรี
make a mistake (เมค เออะ มีสเทค) = ทำผิด
make money (เมค มันนิ)    = หาเงิน
make a difference (เมค เออะ ดิฟเฟร้นซฺ) = ทำให้แตกต่างกัน
make the best of it (เมค เดอะ เบสทฺ ออฟ อิท) = ทำให้ดีที่สุด
ตัวอย่าง
I made a wrong decision.
ผมตัดสินใจผิด
Sue made a trip to Poland in 1998.
ซูเดินทางไปเที่ยวโปแลนด์ในปี 1998
If you make a promise, you have to keep it.
ถ้าคุณสัญญา คุณจะต้องปฏิบัติตามที่สัญญาไว้
Don’t make a loud noise.
อย่าส่งเสียงดัง
-ใช้ make ในความหมายเดียวกับ “เท่ากับ” (=)
ตัวอย่าง
Two and two make four.
=Two and two equal four.
2 + 2 = 4
Twelve and ten make twenty-two.
=Twelve and ten equal twenty-two.
12 + 10 = 22
-ใช้ make ในความหมายว่า “บังคับ, ผลักดัน, เป็นเหตุให้” (force ฟอซ, compel คอมเพ็ล, cause คอส)
ตัวอย่าง
Travelling on a ship makes Mary sick.
การเดินทางทางเรือเป็นเหตุให้แบรี่ไม่สบาย
He made me promise not to tell the police.
เขาบังคับให้ผมสัญญาว่าจะไม่บอกตำรวจ
2. do
-do + รูป ing และถ้อยคำที่เกี่ยวกับการงาน
ตัวอย่าง
Who’s going to do the cleaning?
ใครจะทำความสะอาด
Sue does all the shopping and I do all the washing.
ซูเป็นผู้จับจ่ายซื้อของ ผมเป็นผู้ล้างถ้วยชาม
I have a lot of work to do.
ผมมีงานต้องทำมาก
He gets up early and does a hard day’s work.
เขาตื่นนอนแต่เช้าตรู่และทำงานหนักตลอดวัน
-do + determiner + noun คำว่า determiner (ดิเทอมิเนอะ) คือคำที่ ใช้วางหน้านาม อาทิ possessive adjectives หรือ article
ตัวอย่าง
You must do your teeth before you go to bed.
คุณจะต้องแปรงฟันก่อนเข้านอน
Have you done the dishes yet?
คุณล้างจานแล้วหรือยัง
I’ll do the kitchen if you do the flowers.
ดิฉันจะทำอาหาร ถ้าคุณทำสวนดอกไม้
-do + ข้อความอื่นๆ ได้แก่
do well (ดู เว็ล)    = ทำดี
do badly (ดู แบดลิ)    = ทำไม่ดี
do home work (ดู โฮมเวิค) = ทำการบ้าน
do an exercise (ดู แอน เอ็กเซอไซสฺ) = ออกกำลังกาย
do someone a favour (ดู ซัมวัน เออะ เฟเวอะ) = ให้การช่วยเหลือ
กลุ่มที่ 2 : say & tell
1. say
-say.+ (that) + clause นั่นคือหลัง say/said ตามด้วยอนุประโยค
ตัวอย่าง
I said that I was going home.
I said I was going home.
ผมพูดว่าผมกำลัง ไปบ้าน
He says that he can speak French.
He says he can speak French.
เขาพูดว่าเขาพูดภาษาฝรั่งเศสได้
-say + to + object + (that) + clause นั่นคือหลัง say / said หากต้องการให้มีกรรม (object) รับ ต้องใส่คำว่า to หน้ากรรม
ตัวอย่าง
I said to Mark that I was going home.
ผมพูดกับมาร์คว่าผมกำลังจะไปบ้าน
He says to Jim he can speak French.
เขาพูดกับจิมว่าเขาพูดภาษาฝรั่งเศสได้
2. tell
-tell + someone + (that) + something นั่นคือหลัง tell / told ตามด้วยบุคคล คือ บอกใครในเรื่องอะไร (something ซัมธิง)
ตัวอย่าง
I told Mark that I was going home.
I told Mark I was going home.
ผมบอกมาร์คว่าผมกำลัง ไปบ้าน
He tells me that he can speak French.
He tells me he can speak French.
เขาบอกผมว่าเขาพูดภาษาฝรั่งเศสได้
-tell + ข้อความอื่นๆ มีการใช้ tell ในบางกรณีที่ไม่มี object pronouns มารองรับแต่ตามด้วย noun เลย เช่น
tell a story (เท็ล เออะ สตอริ)    =    เล่าเรื่อง
tell a lie (เท็ล เออะ ลาย)    =    พูดโกหก
tell the time. (เท็ล เดอะ ไทม)    =    บอกเวลา
tell the truth (เท็ล เดอะ ทรุธ)    =    บอกความจริง
ตัวอย่าง
Tell me the truth or else I’ll punish you.
จงบอกความจริง ไม่มิฉะนั้นผมจะลงโทษคุณ
Please tell me the time.
กรุณาบอกเวลาผมหน่อย
กลุ่มที่ 3 : raise & rise
1. raise + object นั่นคือ หลัง raise / raised / raised จะมีกรรมรองรับ ทั้งนี้เพราะ raise (= ซูขึ้น ยกขึ้น) เป็นคำกริยาประเภทที่ต้องมีกรรม (object) รับ เรียก transitive verb (แทรนซิทิฟวฺ เวิบ)
ตัวอย่าง
Tom raised his hand.
ทอมชูมือขึ้น
Sue raised her eyebrows in surprise.
ซูยักคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจ
*รูปกริยาปกติ 3 ช่อง ของ raise คือ raise – raised – raised
2. rise + adverb / prepositional phrase นั่นคือ rise / rose / risen (= ขึ้น) จะไม่มีกรรมรองรับ เพราะเป็นคำกริยาประเภทที่ไม่ต้องการกรรมรับ เรียก intransitive verb (อินแทรนซิทิฟวฺ เวิบ) ลักษณะของคำที่ตามหลัง (ถ้ามี) จะเป็นพวกกริยาวิเศษณ์ (adverb แอดเวิบ) หรือไม่ก็เป็นบุพบทวลี (prepositional phrase เพรโพซิเชอเนิล เฟรส) ก็ได้
ตัวอย่าง
The sun rises in the east.
ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออก
Hot air rises.
อากาศร้อนจะลอยขึ้น
*รูปกริยาอปกติ 3 ช่อง ของ rise คือ rise – rose – risen
กลุ่มที่ 4 : lie & lay
1. lie + adverb / prepositional phrase นั่นคือ หลัง lie / lay / lain (=นอน) จะไม่มีกรรมรองรับเพราะเป็นคำกริยาประเภทที่ไม่ต้องการกรรมรับ เรียก intransitive verb (อินแทรนซิทิฟวฺ เวิบ) ลักษณะของคำที่ตามหลัง (ถ้ามี) จะเป็นพวกกริยาวิเศษณ์ (adverb แอดเวิบ) หรือไม่ก็เป็นบุพบทวลี (prepositional phrase เพรโพซิเชอเนิล เฟรส) ก็ได้
ตัวอย่าง
He has lain there for three hours.
เขานอนอยู่ที่นั่นมาเป็นเวลา 3 ชั่วโมงแล้ว
Sue is lying on her bed.
ซูกำลังนอนอยู่บนที่นอนของเธอ
*รูปกริยาอปกติ 3 ช่อง ของ lie คือ lie – lay – lain
2. lie เมื่อทำหน้าที่เป็นกริยาปกติ แปลว่า “โกหก” มีรูป 3 ช่องดังนี้คือ lie – lied – lied
ตัวอย่าง
Sue lied to her husband so she could meet her lover.
ซูโกหกสามีของเธอ ดังนั้นเธอจึงสามารถพบกับคนรักของเธอได้
You lied to me, didn’t you?
คุณโกหกดิฉันใช่ไหม
3. lay + object นั่นคือ หลัง lay / laid / laid จะมีกรรมรองรับ ทั้งนี้เพราะ lay (= วาง) เป็นคำกริยาที่ต้องการกรรมรองรับ เรียก transitive verb (แทรนซิทิฟวฬ เวิบ)
ตัวอย่าง
He lay the book on the desk.
เขาวางหนังสือไว้บนโต๊ะ
Hens lay eggs.
แม่ไก่วางไข่
*รูปกริยาอปกติ 3 ช่อง ของ lay คือ lay – laid – laid
กลุ่มที่ 5 : gone & been
มีบ่อยครั้งที่นักเรียนอาจจะเกิดความสับสนในเรื่องการใช้ gone (กอน) และ been (บีน) เพื่อให้เกิดความเข้าใจในความแตกต่างของความหมายเมื่อใช้ 2 คำนี้ ขอให้ท่านผู้อ่านดูตัวอย่างเปรียบเทียบดังนี้
Mr.Brown isn’t here at the moment.
He has gone to the cinema.
ขณะนี้นายบราวน์ไม่อยู่ที่นี่ เขาได้ไปชมภาพยนตร์
(ตอนนี้นายบราวน์อาจจะอยู่ที่โรงภาพยนตร์แล้ว หรือกำลังเดินทางไปที่นั่น ยังไม่ถึงก็ได้)
Mr.Brown is back now. He has been to the cinema.
ตอนนี้นายบราวน์กลับมาแล้ว เขาไปชมภาพยนตร์มาแล้ว
(นายบราวน์ได้ไปชมภาพยนตร์มาแล้ว ตอนนี้เขากลับมาแล้ว)
กลุ่มที่ 6 : hung & hanged
ในเรื่องกริยาอปกติ 3 ช่อง ของ hang คือ hang – hung – hung ส่วนรูปกริยาปกติ 3 ช่อง ของ hang คือ hang – hanged – hanged มีความหมายต่างกันดังนี้คือ
ก. hang – hung – hung แปลว่า “แขวนสิ่งของ”
ข. hang – hanged – hanged แปลว่า “แขวนคอ”
คำกริยาทั้ง ก และ ข เป็นประเภท transitive verbs คือ จะมีกรรมมารับ
ตัวอย่าง
I hung my clothes in the closet.
ผมแขวนเสื้อผ้าของผมในตู้เก็บเสื้อผ้า
The criminal was hanged this morning.
=They hanged the criminal this morning.
ฆาตกรถูกแขวนคอเมื่อเช้านี้
He hanged himself in the house.
เขาแขวนคอตายในบ้าน
He is hanging his shirt.
เขากำลังแขวนเสื้อเชิ้ตของเขา
กลุ่มที่ 7 : borrow & lend
1. borrow (บอโร่) แปลว่า “ขอยืม” แสดงว่า ตัวเราขอยืมสิ่งของของอีกฝ่าย
ตัวอย่าง
A:  May I borrow your camera ?
B: Yes, of course.
ก – ผมขอยืมกล้องถ่ายรูปของคุณหน่อยได้ไหม
ข – ได้สิ
A : Could I borrow your car ?
B : I’m sorry but I’ve to use it.
ก – ผมขอยืมรถยนต์ของคุณหน่อยได้ไหม
ข – ไม่ได้ครับ ผมต้องใช้มัน
* borrow เป็นกริยาปกติ ฉะนั้น รูปกริยา 3 ช่อง จึงเป็น borrow – borrowed – borrowed
2. lend (เล็นดฺ) แปลว่า “ให้ยืม” แสดงว่า ผู้ที่เป็นเจ้าของของสิ่งนั้นเป็น ผู้ให้เรายืมของของเขาหรือเธอ
ตัวอย่าง
A : Could you lend me some money?
B : Yes, of course.
ก – คุณให้ผมยืมเงินบ้างได้ไหม
ข – ได้สิ
A : Will you lend me your jacket for a little while?
B : I’m sorry but I need it.
ก – คุณให้ผมยืมเสื้อแจ็กเก็ตของคุณสักครู่ได้ไหม
ข – ไม่ได้ ผมจำเป็นต้องใช้มัน
*lend เป็นกริยาอปกติ โดยมี รูปกริยา 3 ช่อง คือ lend – lent – lent
ที่มา:รองศาสตราจารย์ทณุ  เตียวรัตนกุล

(Visited 299 times, 1 visits today)