การใช้ Present simple vs Present continuous

Present continuous หรือบางคนเรียก Present progressive เป็นรูปที่ แสดงกิจกรรมหรือการกระทำที่กำลังเกิดขึ้นในตอนนี้ เดี๋ยวนี้ ขณะที่กำลังพูด (an activity that is in progress right now) ซึ่งก็ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าจะจบสิ้นการกระทำนั้นเมื่อใด แต่ที่แน่ๆ คือจะจบในอนาคต ตอนไหนไม่รู้ โดยมากมักมีคำ หรือวลี ชี้แสดงว่ากำลังเกิดขึ้นในขณะที่พูดถึงการกระทำนั้นๆ เช่น right now, at the moment, now
ตัวอย่าง
John is repairing a car at the moment.
จอห์นกำลังซ่อมรถยนต์อยู่ตอนนี้
It’s noon. I am eating lunch at the cafeteria right now.
มันเป็นเวลาเที่ยงวัน ฉันกำลังทานอาหารกลางวันที่ร้านอาหารอยู่ขณะนี้ Ann can’t come to the phone now because she is taking a shower.
แอนไม่สามารถมารับโทรศัพท์ตอนนี้ได้ เพราะเธอกำลังอาบนํ้า

ส่วน Present simple ใช้เพื่อแสดงทั้งอุปนิสัยหรือการกระทำตามปกติในชีวิตประจำวัน (daily habits or usual activities) หรือเพื่อแสดงถึงความเป็นจริงเสมอ (general statements of fact) มักจะเป็นหลักความจริงทางวิทยาศาสตร์
ตัวอย่าง
Mark is a mechanic. He repairs cars.
มาร์คเป็นช่างเครื่องยนต์ เขาซ่อมรถยนต์
Ann takes a shower every day.
แอนอาบน้ำทุกวัน
The earth revolves around the sun.
โลกหมุนรอบดวงอาทิตย์
A square has four equal sides.
สี่เหลี่ยมจัตุรัสมีด้านเท่ากัน 4 ด้าน

ลองดูตัวอย่างที่มีทั้ง Present continuous และ Present simple ใน ข้อความต่อไปนี้แล้วลองหาเหตุผลดูว่าทำไมบางข้อความจึงใช้ Present continuous บางข้อความใช้ Present simple
John is a journalist. He writes for a newspaper. He isn’t at work at the moment. He’s at home. He’s repairing his car.
จอห์นเป็นนักข่าว เขาทำงานเขียนให้กับหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง ขณะนี้เขาไม่ทำงาน เขาอยู่บ้าน เขากำลังซ่อมรถยนต์ของเขา

อธิบาย ในข้อความ He writes for a newspaper. ใช้กริยา writes ใน รูป Present simple ก็เพราะเป็นกิจกรรมปกติที่เขากระทำประจำเสมอ นั่นคือการเป็นนักข่าว ส่วนในข้อความ He’s repairing his car. ใช้กริยา ’s repairing (= is repairing) ในรูป Present continuous ก็เพราะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเดี๋ยวนี้คือเขาไม่ได้ไปทำงาน อยู่บ้าน จึงใช้เวลาซ่อมรถของตนเอง
Michael is a mechanic. He repairs cars. He isn’t at work now. He’s at home. He’s writing a letter.
ไมเคิลเป็นช่างเครื่องยนต์ เขาซ่อมรถยนต์ ตอนนี้เขาไม่ทำงาน เขาอยู่บ้าน เขากำลังเขียนจดหมาย

อธิบาย ในข้อความ He repairs cars. ใช้กริยา repairs ในรูป Present simple ก็เพราะเป็นงานอาชีพที่เขากระทำอยู่เป็นประจำ นั่นคือ การเป็นช่างเครื่องยนต์ ส่วนในข้อความ He’s writing a letter. ใช้กริยา ’s writing (= is writing) ใน รูป Present continuous ก็เพราะเป็นเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ คือเขาไมได้ไปทำงาน อยู่บ้าน เขียนจดหมาย
Present
อธิบาย จากการสนทนาของบุคคล 2 คนในภาพซ้ายมือหญิงคนหนึ่งถามว่า “เคนอยู่ที่ไหน’’ หญิงอีกคนตอบว่า “เขากำลังชมโทรทัศน์’’ การที่หญิงคนนี้ตอบเช่นนี้ก็เพราะเธอรู้ว่าขณะนี้นายเคนกำลังชมโทรทัศน์อยู่ และภาพที่แลเห็นเมื่อมองผ่านประตูห้องเข้าไปก็พบว่า “นายเคนกำลังชมโทรทัศน์’’ อยู่ ในขณะที่หญิงคนแรกถาม จึงพอจะกล่าวได้ว่า เราใช้ Present continuous เพื่อบ่งบอกว่าเหตุการณ์หรือกิจกรรมนั้นๆ กำลังดำเนินอยู่ในขณะที่พูดถึงในขณะปัจจุบัน เป็นการกระทำชั่วคราว มิได้ทำเป็นนิจสิน

สำหรับภาพทางขวามือ หญิงคนที่หนึ่งรู้ว่านายเคนชมข่าวทางโทรทัศน์ทุกเย็นจนเป็นนิสัยที่ทำมาโดยตลอดไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ในอุปนิสัยของนายเคนซึ่งเป็นสามีของเธอ จึงพอจะกล่าวได้ว่าเราใช้ Present simple เพื่อบ่งบอกถึงการกระทำที่ทำซ้ำๆ หรือทำเป็นนิสัย เป็นการถาวร ทำเป็นนิจสิน

ต่อไปนี้จะขอเปรียบเทียบการใช้ Present simple และ Present continuous โดยละเอียดทีละเรื่องๆ ดังนี้
1. การกระทำเป็นกิจวัตร (routine) กับการกระทำที่เกิดขึ้นขณะที่กำลังพูด (moment of speaking)
ตัวอย่าง
1. James works for an investment magazine. Every month he writes articles about investment opportunities.
เจมส์ทำงานกับนิตยสารการลงทุนทุกเดือนเขาเขียนบทความเกี่ยวกับ โอกาสการลงทุน
2. Take these figures to James. He needs them fot”an article he is writing.
จงเอาตัวเลขเหล่านี้ไปให้เจมส์ เขาต้องใช้มันเพราะเขากำลังเขียน บทความเรื่องหนึ่ง

อธิบาย ในตัวอย่างที่ 1 เป็นการกล่าวถึงสิ่งที่เจมส์ทำอยู่ประจำเป็นนิจสิน ถือเป็น routine จึงใช้รูป Present simple ส่วนในตัวอย่างที่ 2 เป็นการกล่าวถึงสิ่งที่นายเจมส์กำลังกระทำอยู่ในขณะที่กำลังกล่าวถึง จึงใช้รูป Present continuous
2. กิจกรรมทั่วไป (general activities) กับกิจกรรมที่เกิดขึ้นในขณะ ปัจจุบัน (current activities)
ตัวอย่าง
1. I work for ‘Teletraining’ We make training video.
ผมทำงานกับเทเลเทรนิ่ง เราทำวิดีโอเพื่อการฝึก

2. At the moment we’re making a training video for British Telecom.
ขณะนี้พวกเรากำลังทำวิดีโอเพื่อการฝึกให้กับบริษัทบริติชเทเลคอม
อธิบาย ในตัวอย่างที่ 1 เป็นการกล่าวถึงกิจกรรมปกติทั่วไปที่คนงานใน บริษัทเทเลเทรนิ่งทำ จึงใช้รูป Present simple ส่วนในตัวอย่างที่ 2 เป็นการกล่าวถึงกิจกรรมที่เกิดขึ้นในขณะปัจจุบันกำลังพูดถึง จึงใช้รูป Present continuous

3. สถานการณ์ถาวร (permanent situations) กับสถานการณ์ชั่วคราว (temporary situations)
ตัวอย่าง
1. Peter lives in London.
ปีเตอร์อาศัยอยู่ในลอนดอน
2. Peter is staying in a hotel.
ปีเตอร์พักอยู่ใน โรงแรม
อธิบาย ในตัวอย่างที่ 1 เป็นการกล่าวถึงสภาพการณ์ที่ถาวร นั่นคือปีเตอร์มีที่อยู่อาศัยในลอนดอน จึงใช้รูป Present simple ส่วนตัวอย่างที่ 2 เป็นการกล่าวถึงสถานการณ์ชั่วคราว ปีเตอร์มาพักที่โรงแรม จึงใช้รูป Present continuous

4. ความจริงตลอดกาล (facts) กับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างช้าๆ (slow changes) .
ตัวอย่าง
1. As a rule, cheap imports lead to greater competition.
ตามหลักเกณฑ์แล้ว สินค้านำเข้าราคาถูกทำให้เกิดการแข่งขันกันเพิ่มขึ้น
2. Cheap imports are leading to the closure of many factories.
สินค้านำเข้าราคาถูกกำลังทำให้โรงงานหลายแห่งปิดกิจการ
อธิบาย ในตัวอย่างที่ 1 เป็นการกล่าวถึงความเป็นจริงแน่นอน เพราะเมื่อสินค้านำเข้าราคาถูกก็จะเกิดการแข่งขันกันสูง จึงใช้รูป Present simple ส่วนตัวอย่างที่ 2 เป็นการกล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นอย่างช้าๆ ในขณะนี้ จึงใช้รูป Present continuous

5. ตารางเวลาหรือโปรแกรมที่กำหนดไว้แน่นอน (fixed timetable or program) กับแผนการที่ตระเตรียมไว้ว่าจะทำในอนาคต (arranged plans for the future)
ตัวอย่าง
1. The film starts at 7.30 and finishes at 9.00.
ภาพยนตร์เริ่มฉายเวลา 7.30 น. และสิ้นสุดเวลา 9.00 น.
2. I’m meeting Sarah at 9.00 p.m. on Saturday.
ผมจะพบปะกับซาร่า 9 โมงวันเสาร์
อธิบาย ในตัวอย่างที่ 1 เป็นการกล่าวถึงโปรแกรมที่กำหนดไว้ตายตัวแล้ว จึงใช้รูปคำกริยาเป็น Present simple ส่วนในตัวอย่างที่ 2 เป็นการกล่าวถึงแผนการที่ได้ตระเตรียมไว้ว่าจะทำในอนาคต จึงใช้รูปคำกริยาเป็น Present continuous

6. คำกริยาไร้การเคลื่อนไหว (stative verbs) เป็นคำกริยาที่บ่งบอก สภาพการณ์ (states) ไม่บ่งบอกการเคลื่อนไหว (actions) ดังนั้นคำกริยาประเภทนี้จึงมักจะไม่ใช้ในรูป continuous ได้แก่
6.1 คำกริยาที่เกี่ยวกับความคิด (verbs of thinking) ได้แก่ believe, doubt, imagine, know, realize, suppose, understand, think*
6.2 คำกริยาเกี่ยวกับประสาทสัมผัส (verbs of senses) ได้แก่ hear, smell, sound, taste
6.3 คำกริยาเกี่ยวกับการเป็นเจ้าของ (verbs of possession) ได้แก่ belong to, have* (= possess), own, possess
6.4 คำกริยาเกี่ยวกับอารมณ์ (vebs of emotion) ได้แก่ dislike, hate, like, love, prefer, regret, want, wish
6.5 คำกริยาเกี่ยวกับรูปร่าง (verbs of appearance ) ได้แก่ appear, seem
6.6 คำกริยาอื่นๆ (other verbs) ได้แก่ contain, depend on, include, involve, mean
(คำที่มีเครื่องหมาย * ได้แก่ think และ have สามารถเป็นได้ทั้งรูป Simple และ Continuous)
ตัวอย่าง
ผิด     I’m sorry, I’m not understanding what you mean.
ถูก     I’m sorry, I don’t understand what you mean.
ผมเสียใจ ผมไม่เข้าใจว่าคุณหมายถึงอะไร
ผิด     I am hearing a bird.
ถูก     I hear a bird.
ดิฉันได้ยินเสียงนก
ผิด     Are you believing in flying saucers ?
ถูก     Do you believe in flying saucers ?
คุณเชื่อในเรื่องจานบินหรือเปล่า
ผิด     I’m thinking that grammar is difficult.
ถูก     I think that grammar is difficult.
ผมคิดว่าไวยากรณ์เป็นเรื่องยาก
ผิด     I think about grammar right now.
ถูก     I am thinking about grammar right now.
ผมกำลังคิดถึงเรื่องไวยากรณ์อยู่ตอนนี้

ที่มา:รองศาสตราจารย์ทณุ  เตียวรัตนกุล

(Visited 10,819 times, 98 visits today)