พูดโทรศัพท์ และสนทนาภาษาอังกฤษในการสื่อสาร

A Telephone Call
อะ เท้ลเลโฟน ค้อล
พูดโทรศัพท์
A. CONVERSATION (บทสนทนา)
A: Is that Dr.Sunthom’s office?
อิซ แดท ด๊อคเทอร์ ซู้นทอนซ์-อ๊อฟฝิซ?
นั้นเป็นที่ทำงานของ ดร.สุนทร ใช่ไหม?
B: Yes, it is. But he’s not in at the moment.
เย้ซ, อิท-อิซ. บัท ฮีซ์ น้อท อิ๊น แอท เดอะ โม้เมนท์
ครับ ใช่ แต่ตอนนี้เขาไม่อยู่
A: Who’s speaking please?
ฮู้ซ์ สปี๊คคิง พลี้ซ?
ใครกำลังพูดครับ?
B: I’m his student, waiting to see him as well. I just answer the phone for him.
ไอม์ ฮิซ สติ๊วเดนท์ เว้ททิง ถุ ซี้ ฮิม แอซ เว้ล. ไอ จั๊ซท์ อ๊านเซอร์ เดอะ โฟ้น ฟอร์ ฮิม
ผมเป็นลูกศิษย์ของเขา ซึ่งกำลังรอพบเขาเหมือนกัน ผมมารับโทรศัพท์แทนเขาเท่านั้น
A: Do you know where he is now?
ดุ หยุ โน้ว์ แว้ร์ ฮี อิซ หนาว?
คุณทราบไหมว่าเดี๋ยวนี้เขาอยู่ที่ไหน?
B: Yes, he’s having a meeting in the room next door.
เย้ซ, ฮีซ์ แฮ้ฟวิง อะ มี้ททิง อิน เดอะ รู้ม เน้กซ์ท์ ด๊อร์
ครับ เขากำลังประชุมอยู่ในห้องถัดไป
A: Could you just go and tell him Dr.White’s on the
line?
คูล์ด หยุ จั๊ซท์ โก๊ แอ่นด์ เท้ล ฮิม ด๊อคเทอร์ ไว้ท์ส์-ออน เดอะ ไหลน์?
คุณเพียงไปบอกเขาได้ไหมครับว่า ดร.ไวท์ กำลังถือสายรอ
B: No, sir. I’m so sorry I can’t do. He told me not to allow anyone to interrupt him. He’s having an urgent and important meeting. I guess it won’t take very long before it’s over. He’s been in the meeting for almost two hours ฟready.
โน้, เซอร์. ไอม์ โซ้ ซ้อร์รี ไอ ค้านท์ ดู๊. ฮี โท้ลด์ มี น้อท ถุ
อัลล้าว แอ๊นนีวัน ถุ อินเทอร์รั้พท์ ฮิม. ฮีซ์ แฮ้ฟวิง แอน
เอ๊อร์เจนท์ แอ่นด์ อิมพ้อร์แทนท์ มี้ททิง. ไอ เก๊ซ อิท โว้นท์
เท้ค ฟ์เว้รี ล้อง บีฟ้อร์ อิทส์-โอ๊ฟเวอร์. ฮีซ์ บี๊น อิน เดอะ มี้ททิง
ฟอร์ อ๊อลโมซท์ ทู อ๊าวเออร์ซ์ ออลเร้ดดี
ไม่ครับ ผมขอโทษ ผมทำไม่ได้จริงๆ เขาบอกผมไม่ให้ใครไปขัดจังหวะ เขากำลังมีประชุมด่วนและสำคัญ ผมเดาว่าจะไม่เสียเวลานานก่อนเลิก เขาประชุมเกือบสองชั่วโมงแล้ว
A: Could I leave him a message then?
คูล์ด ไอ ลี้ฟว์ ฮิม อะ แม้ซเสจ เด๋น?
งั้นผมฝากข้อความไว้ได้ไหมครับ?
B: Yes, please. But let me get the paper to write on. All right, what’s your message?
เย้ซ, พลี้ซ. บัท เล้ท มี เก๊ท เดอะ เพ้เพอร์ ทู ไร้ท์-ออน. อ๊อล ไร้ท์, ว้อทส์ ยัวร์ แม้ซเสจ?
ครับ เชิญ แต่ขอผมไปหยิบกระดาษมาเขียนก่อนครับ ข้อความว่าอะไร?
A: Please tell him Dr.Richard White makes an ap¬pointment to see him at ten thirty tomorrow. If he isn’t free, please have him call back within this afternoon. My telephone number is 314-7469.
พลี้ซ เท้ล ฮิม ด๊อคเตอร์ ริชชาร์ด ไว้ท์ เม้คส์ แอน แอพพ้อยท์เมนท์ ถุ ซี้ ฮิม แอท เท้น เธ้อร์ที ทูม้อร์โรว์. อิฟ ฮี อิซซึนท์ ฟรี้, พลี้ซ แฮ้ฟว์ ฮิม ค้อล แบ๊ค วิธอิน ดิซ อั้ฟเทอร์นูน. มาย เท้ลเลโฟน นั้มเบอร์ อิซ ธรี้ วั้น โฟ้ร์-เซ้ฟเวน โฟ้ร์ ซิกซ์ ไน้น์
โปรดบอกเขาว่า ดร.ริชาร์ด ไวท์ ขอนัดพบพรุ่งนี้ เวลา 10.30 น. ถ้าเขาไม่ว่าง โปรดให้เขาโทร.กลับภายในบ่ายนี้ เบอร์โทรศัพท์ของผม 314-7469
B: All right, I’ll give him your message immediately when he comes out of the meeting room.
อ๊อล ไร้ท์, ไอล์ กิ๊ฟว์ ฮิม ยัวร์ แม้ซเสจ อิมมี้เดียทลี เว้น ฮี คั้มซ์-เอ๊าท์ ออฟ เดอะ มี้ททิง รู้ม
ครับ ผมจะให้ข้อความของคุณแก่เขาทันทีเมื่อเขาออกจากห้องประชุม
A: Many thanks, and goodbye.
แม้นนี แธ้งค์ส์ แอ่นด์ กูดบ๊าย
ขอบคุณมาก และสวัสดี
B: You’re welcome, and goodbye.
ยูเออร์ เว้ลคัม แอ่นด์ กูดบ๊าย
ไม่เป็นไรครับ สวัสดี
B. VOCABULARY (คำศัพท์)
office (n)         อ๊อฟฟิซ    ที่ทำงาน
moment (n)     โม้เมนท์    ขณะ ขณะนี้
at the moment (adv)    แอท เดอะ โม้เมนท์    ในขณะนี้
as well (adv)     แอซ เว้ล    เหมือนกัน
meeting (n)     มี้ททิง    การประชุม
next door (n/adv)    เน้กซ์ท์ ด๊อร์    ถัดไป ห้องถัดไป
phone (n)     โฟ้น    โทรศัพท์
answer the phone (v)    อ๊านเซอร์ เดอะ โฟ้น    รับโทรศัพท์
allow (v)         อัลล้าว    อนุญาต ยอมให้
anyone (pron)     แอ๊นนีวัน    ใครก็ตาม
interrupt (v)     อินเทอร์รั้พท์    ขัดจังหวะ รบกวน
urgent (adj)     เอ๊อร์เจนท์        ด่วน เร่งด่วน
over (adv)     โอ๊ฟ์เวอร์        เลิก หมดเวลา
message (n)     แม้ซเสจ        ข่าว ข้อความ
leave a message (v)        ลี้ฟว์-อะ แม้ซเสจ     ฝากข้อความ
appointment (n)    แอพพ้อยท์เมนท์     การนัด การนัดพบ
make an appointment (v)    เม้ค-แอน แอพพ้อยท์เมนท์    นัดพบ ขอนัดพบ
immediately (adv)    อิมมี้เดียทลี    ทันที
thanks (n)            แธ้งค์ส์        ขอบคุณ
many thanks (n)    แม้นนี แธ้งค์ส์     ขอบคุณมาก
You’re welcome.    ยูเออร์ เว้ลคัม    ไม่เป็นไรครับ (ตอบรับคำขอบคุณ)
C. EXPRESSIONS TO REMEMBER
(ประโยคที่ควรจำ)
1. Is that Dr.Sunthom’s office?
อิซ แดท ด๊อคเทอร์ ซู้นทอนซ์-อ๊อฟฝิซ?
นั้นเป็นที่ทำงานของ ดร.สุนทร ใช่ไหม?
2. Yes, it is. But he’s not in at the moment.
เย้ซ, อิท-อิ๊ซ. บัท อีซ์ น้อท อิ๊น แอท เดอะ โม้เมนท์
ครับ ใช่ แต่ตอนนี้เขาไม่อยู่
3. Who’s speaking please?
ฮู้ซ์ สปี๊คคิง พลี้ซ?
ใครกำลังพูดครับ?
4. I’m his student, waiting to see him as well.
ไอม์ ฮิซ สติ๊วเดนท์, เว้ททิง ถุ ซี้ ฮิม แอซ เว้ล
ผมเป็นลูกศิษย์ของเขาและกำลังรอพบเขาเหมือนกัน
5. I just answer the phone for him.
ไอ จั๊ซท์ อ๊านเซอร์ เดอะ โฟ้น ฟอร์ ฮิม
ผมมารับโทรศัพท์แทนเขาเท่านั้น
6. Do you know where he is now?
ดุ หยุ โน้ว แว้ร์ ฮี อิซ หนาว?
คุณทราบไหมว่าเดี๋ยวนี้เขาอยู่ที่ไหน?
7. Yes, he’s having a meeting in the room next door.
เย้ซ, ฮีซ์ แฮ้ฟวิง อะ มี้ททิง อิน เดอะ รู้ม เน้กซ์ท์ ด๊อร์
ครับ เขากำลังประชุมอยู่ในห้องถัดไป
8. Could you just go and tell him Dr.White’s on the line?
คูล์ด หยุ จั๊ซท์ โก๊ แอ่นด์ เท้ล ฮิม ด๊อคเทอร์ ไว้ท์ส์-ออน เดอะ ไหลน์?
คุณเพียงไปบอกเขาได้ไหมครับว่า ดร.ไวท์กำลังถือสายรอ?
9. I’m so sorry I can’t do.
ไอม์ โซ้ ซ้อร์รี ไอ ค้านท์ ดู๊
ผมขอโทษ ผมทำไม่ได้จริงๆ
10. He told me not to allow anyone to interrupt him.
ฮีซ์ โท้ลด์ มี น้อท ถุ อัลล้าว แอ๊นนีวัน ถุ อินเทอร์รัพท์ ฮิม
เขาบอกผมไม่ให้ใครไปขัดจังหวะ
11. He’s having an urgent and important meeting.
ฮีซ์ แฮ้ฟวิง แอน เอ๊อร์เจนท์ แอ่นด์ อิมพ้อร์แทนท์ มี้ททิง
เขากำลังมีประชุมด่วนและสำคัญ
12. I guess it won’t take very long before it’s over.
ไอ เก๊ซ อิท โว้นท์ เท้ค ฟ์เว้รี ล้อง บีฟ้อร์ อิทส์-โอ๊ฟ์เวอร์
ผมเดาว่าจะไม่เสียเวลานานก่อนเลิก
13. He’s been in the meeting for almost two hours already.
ฮีซ์ บี๊น อิน เดอะ มี้ททิง ฟอร์ อ๊อลโมซท์ ทู อ๊าวเออร์ซ์ ออลเร้ดดี
เขาประชุมเกือบสองชั่วโมงแล้ว
14. Could I leave him a message then?
คูล์ด ไอ ลี้ฟว์ ฮิม อะ แม้ซเสจ เด๋น?
งั้นผมฝากข้อความไว้ได้ไหมครับ?
15. Yes, please. But let me get the paper to write on.
เย้ซ, พลี้ซ. บัท เล้ท มี เก๊ท เดอะ เพ้เพอร์ ทู ไร้ท์-ออน
ครับ เชิญ แต่ผมขอไปหยิบกระดาษมาเขียนก่อน
16. All right, what’s your message?
อ๊อล ไร้ท์, ว้อทส์ ยัวร์ แม้ซเสจ?
ครับ ข้อความว่าอะไร?
17. Please tell him Dr.Richard White makes an ap¬pointment to see him at ten thirty tomorrow.
พลี้ซ เท้ล ฮิม ด๊อคเทอร์ ริชชาร์ด ไว้ท์ เม้คส์ แอน แอพพ้อยท์เมนท์ ถุ ซี้ ฮิม แอท เท้น เธ้อร์ที ทูม้อร์โรว์
โปรดบอกเขาว่า ดร.ริชาร์ด ไวท์ ขอนัดพบพรุ่งนี้ เวลา 10.30 น.
18. If he isn’t free, please have him call back within this afternoon.
อิฟ ฮี อิซซึนท์ ฟรี้, พลี้ซ แฮ้ฟว์ ฮิม ค้อล แบ๊ค วิธอิน ดิซ อั้พเทอร์นูน
ถ้าเขาไม่ว่าง โปรดให้เขาโทร.กลับภายในบ่ายนี้
19. My telephone number is 314-7469.
มาย เท้ลเลโฟน นั้มเบอร์ อิซ ธรี้ วั้น โฟ้ร์-เซ้ฟเวน โฟ้ร์ ซิกช์ ไน้น์
เบอร์โทรศัพท์ของผม 314-7469
20. All right, I’ll give him your message immediately when he comes out of the meeting room.
อ๊อล ไร้ท์, ไอล์ กิ๊ฟว์ ฮิม ยัวร์ แม้ซเสจ อิมมี้เดียทลี เว้น อี คั้มส์-เอ๊าท์ ออฟ เดอะ มี้ททิง รู้ม
ครับ ผมจะให้ข้อความของคุณแก่เขาทันทีเมื่อเขาออกจากห้องประชุม
21. Many thanks, and goodbye.
แม้นนี แธ้งค์ส์, แอ่นด์ กูดบ๊าย
ขอบคุณมาก และสวัสดี
22. You’re welcome, and goodbye.
ยูเออร์ เว้ลคัม, แอ่นด์ กูดบ๊าย
ไม่เป็นไรครับ และสวัสดี
D. POINTS OF ATTENTION
(ประเด็นที่ควรสนใจ)
1. Answering Questions (การตอบคำถาม) ในการตอบคำถามในบทสนทนาจะไม่ตายตัว แล้วแต่จะให้หมายความว่าอย่างไร ขอให้เป็นที่เข้าใจกัน แต่ต้องถูกหลักไวยากรณ์และสื่อความ เช่นดังตัวอย่างต่อไปนี้
1. A: Is that Dr.Sunthom’s office?
อิซ แดท ด๊อคเทอร์ ซู้นทอนซ์-อ๊อฟฝิซ?
นั้นเป็นที่ทำงานของ ดร.สุนทร ใช่ไหม?
B: (1) Yes, it is.
เย้ซ, อิท-อิ๊ซ
ใช่แล้ว
(2) Yes, this is his office.
เย้ซ, ดิซ-อิซ ฮิซ อ๊อฟฟิซ
ใช่ นี้เป็นที่ทำงานของเขา
(3) Yes, this is Dr.Sunthom’s office.
เย้ซ, ดิซ-อิซ ด๊อคเทอร์ ซู้นทอนซ์ อ๊อฟฟิซ
ใช่ นี้เป็นที่ทำงานของ ดร.สุนทร
(4) Right, it is.
ไร้ท์, อิท-อิซ
ถูกต้องแล้ว
(5) You’re right.
ยูเออร์ ไร้ท์
คุณถูกต้องแล้ว
2. Intonations (การเน้นเสียงสูงตํ่า) การเน้นเสียงสูงตํ่าในประโยค มีความจำเป็นมากในการพูดภาษาอังกฤษ ถ้าเน้นไม่ถูกต้องจะพูดไม่ถูก ไม่เร็วพอ และคนอื่นฟังไม่รู้เรื่อง และฟังคนอื่นพูดไม่รู้เรื่อง เพราะไม่ทราบว่าเขาพูดคำไหนบ้าง
ตามที่ได้เรียนไปแล้วในบทก่อนๆ ว่าในการพูด… ???
เท่ากันทุกตัวหรือทุกพยางค์ แต่จะเน้นเฉพาะ คำนาม กริยา คุณศัพท์ และ วิเศษณ์ เท่านั้น ส่วนคำอื่นซึ่งได้แก่ สรรพนาม บุรพบท และ สันธาน ตลอดจน กริยาช่วยอื่นๆ และ กริยา be เมื่อไม่เป็นกริยาแท้ หรือใช้กับคุณศัพท์ จะอ่านเพียงครึ่งเสียงหรือไม่เน้น ถ้าพูดหรืออ่านสำเนียงปกติ
คำนำหน้านาม a an และ the อ่านครึ่งเสียงเหมือนกัน แม้บางครั้งถือว่าเป็นคำคุณศัพท์ก็ตาม
ลองอ่านประโยคต่อไปนี้
1. Peter told me yesterday.
พี้ทเทอร์ โท้ลด์ มี เย้ซเทอร์เดย์
ปีเตอร์ได้บอกผมเมื่อวานนี้
2. Please bring me a cup of coffee.
พลี้ซ บริ๊ง มี อะ คั้พ ออฟ ค้อฟฟี
ขอกาแฟถ้วยหนึ่งครับ
3. He is having a meeting in the conference room.
ฮี อิซ แฮ้ฟวิง อะ มี้ททิง อิน เดอะ ค้อนเฟอเรนซ์ รู้ม
เขากำลังมีประชุมในห้องประชุม
4. He’s been in the meeting for almost two hours already.
ฮีซ์ บี๊น อิน เดอะ มี้ททิง ฟอร์ อ๊อลโม้ซท์ ทู้ อ๊าวเออร์ซ์ ออลเร้ดดี
เขาเข้าประชุมเป็นเวลาเกือบสองชั่วโมงแล้ว
5. He’s having an urgent and important meeting.
ฮีซ์ แฮ้ฟวิง แอน เอ๊อร์เจนท์ แอ่นด์ อิมพ้อร์แทนท์ มี้ททิง
เขากำลังมีประชุมด่วนและสำคัญ
3. Pauses in the Sentence (การอ่านให้ตกวรรค) ในการพูดหรืออ่านภาษาอังกฤษ มีหลักเช่นเดียวกับภาษาไทย จะต้องอ่านให้ตกวรรค หมายความว่าจะต้องรู้จักหยุดให้ถูกที่ในประโยค เช่น ถ้ากริยามีกรรมด้วย จะต้องอ่านไปตกที่กรรม จึงจะเรียกว่าอ่านตกวรรค ตามปกติเราจะอ่านหรือพูดตกคำกริยา แล้วจึงต่อด้วยส่วนขยาย ถ้าประโยคยาวหรือพูดข้อความยาวๆ ลองอ่านประโยคต่อไปนี้
1. She writes a letter.
ชี ไร้ท์ส์-อะ เล้ทเทอร์
เธอเขียนจดหมาย
2. He brought her flowers.
ฮี บร๊อท เฮอร์ ฟล้าวเออร์ซ์
เขาได้นำดอกไม้มาให้เธอ
3. They are learning English.
เดย์ อะร์ เลิ้ร์นนิง อิ๊งลิช
พวกเขากำลังเรียนภาษาอังกฤษ
4. A diligent student works very hard.
อะ ดิ๊ลลิเจนท์ สติ๊วเดนท์ เวิ้ร์คส์ ฟ์เว้รี ฮ้าร์ด
นักเรียนขยันทำงานหนัก
5. My professor likes to work in a quiet room.
มาย โพรเฟ้ซเซอร์ ไล้ค์ส์ ทู เวิ้ร์ค-อิน อะ ไคว้เอท รู้ม
ศาสตราจารย์ของผมชอบทำงานในห้องเงียบ
6. Many students go to the university by bus.
แม้นนี สติ๊วเดนท์ส์ โก๊ ถุ เดอะ ยูนิฟเวิ้ร์ซซิที บาย บั๊ซ
นักศึกษาหลายคนไปโรงเรียนโดยรถประจำทาง
7. The boy sent his father a letter to ask for money.
เดอะ บ๊อย เซ้นท์ ฮิซ ฟ้าเธอร์ อะ เล้ทเทอร์ ถุ อ๊าซค์ ฟอร์ มั้นนี
เด็กชายได้ส่งจดหมายไปขอเงินพ่อ
8. The boy sent a letter to his father to ask for money.
เดอะ บ๊อย เซ้นท์-อะ เล้ทเทอร์ ถุ ฮิซ ฟ้าเธอร์ ถุ อ๊าซค์ ฟอร์ มั้นนี
เด็กชายได้ส่งจดหมายถึงพ่อเพื่อขอเงิน
4. Accents (การเน้นเสียงหนักเบาในคำ) คำภาษาอังกฤษไม่มี วรรณยุกต์เหมือนภาษาไทย ฉะนั้น เวลาอ่านหรือพูดในแต่ละคำ จะต้องมี การเน้นเสียงหนักอยู่พยางค์เดียวเท่านั้น ในแต่ละคำที่มีมากกว่าหนึ่ง พยางค์ เมื่อเน้นพยางค์หนึ่งแล้ว พยางค์อื่นจะต้องเป็นเสียงเบา นอกจาก นี้ โปรดสังเกตว่าคำบางคำเปลี่ยนที่เน้น เมื่อเป็นคำนาม และคำกริยา หรือจาก คำนาม เป็นคำคุณศัพท์ ซึ่งได้ฝึกไปแล้วในบทก่อนๆ เช่น
Italy            อิ๊ททะลี        ประเทศอิตาลี
Italian        อิแท้เลียน        ภาษาอิตาเลียน  ชาวอิตาลี
Canada        แค้นนาดา        ประเทศคานาดา
Canadian        คะเน้เดียน        ชาวคานาดา
Japan        แจะแพ้น        ประเทศญี่ปุ่น
Japanese        แจ๊พพะนีซ        ชาวญี่ปุ่น ภาษาญี่ปุ่น
Singapore    ซิ้งกะโปร์        ประเทศสิงคโปร์
Singaporean    ซิงกะโพ้เรียน    ชาวสิงคโปร์
Nepal        เนพ้าล        ประเทศเนปาล
Nepalese        เน้พพะลีซ        ชาวเนปาล
import (n)        อิ๊มพ้อร์ท        สินค้าเข้า
import (v)        อิ๊มพ้อร์ท    สั่งสินค้าเข้า นำเข้า
record (n)            เร้คขอด    แผ่นเสียง การบันทึก
record (v)            รีค้อร์ด    บันทึก จดบันทึก
export (n)            เอ๊กซ์พอร์ท        สินค้าออก
export (v)            เอกซ์พ้อร์ท        ส่งสินค้าออก นำออก
E. EXERCISES (แบบฝึกหัด)
1. จงฝึกพูดประโยคสนทนาต่อไปนี้
1. A: Where do you study?
แว้ร์ ดุ หยุ สตั๊ดดี?
คุณเรียนอยู่ที่ไหน?
B: (1) Chiang Mai University.
เชี้ยงไม ยูนิฟเวิ้ร์ซซิที
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
(2) At Chiang Mai University.
แอท เชี้ยงไม ยูนิฟเวิ้รซซิที
ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
(3) I study at Chiang Mai University.
ไอ สตั๊ดดี แอท เชี้ยงไม ยูนิฟเวิ้ร์ซซิที
ผมเรียนที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
2. A: What do you study?
ว้อท ดุ หยุ สตั๊ดดี?
คุณเรียนอะไร?
B: (1) Pharmacy.
ฟ้าร์มมะซี เภสัชศาสตร์
(2) I study pharmacy.
ไอ สตั๊ดดี ฟ้าร์มมะซี
ผมเรียนเภสัชฯ
(3) I major in pharmacy.
ไอ เม้เจอร์-อิน ฟ้าร์มมะซี
ผมเรียนเอกเภสัชฯ
(4) My major is pharmacy.
มาย เม้เจอร์-อิซ ฟ้าร์มมะซี
วิชาเอกของผมคือเภสัชฯ
3. A: What program are you taking?
ว้อท โพร้แกรม อาร์ หยุ เท้คคิง?
คุณเรียนหลักสูตรอะไร?
B: (1) The undergraduate program.
เดอะ อันเดอร์แกร๊ดหยุเอท โพร้แกรม
หลักสูตรปริญญาตรี
(2) The bachelor degree program.
เดอะ แบ๊ชเชลเลอร์ ดีกรี๊ โพร้แกรม
หลักสูตรปริญญาตรี
(3) The BA program.
เดอะ บี๊เอ โพร้แกรม
หลักสูตรปริญญาตรีทางศิลปศาสตร์
(4) The Bachelor of Arts program.
เดอะ แบ๊ชเชลเลอร์-ออฟ อ๊าร์ท โพ้รแกรม
หลักสูตรปริญญาตรีทางศิลปศาสตร์
(5) The BS program.
เดอะ บี๊เอซ โพร้แกรม
หลักสูตรปริญญาตรีทางวิทยาศาสตร์
(6) The Bachelor of Science program.
เดอะ แบ๊ชเชลเลอร์-ออฟ ไซ้น์ซ์ โพร้แกรม
หลักสูตรปริญญาตรีทางวิทยาศาสตร์
(7) The B.Ed. program.
เดอะ บี๊เอด โพร้แกรม
หลักสูตรปริญญาตรีทางศึกษาศาสตร์
(8) The Bachelor of Education program.
เดอะ แบ๊ชเชลเลอร์-ออฟ เอดหยุเค้ชัน โพร้แกรม
หลักสูตรปริญญาตรีทางศึกษาศาสตร์
(9) The master degree program.
เดอะ ม้าซเทอร์ ดีกรี๊ โพร้แกรม
หลักสูตรปริญญาโท
(10) The MA program.
เดอะ เอ๊มเอ โพร้แกรม
หลักสูตรปริญญาโท
(11) The Master of Arts program.
เดอะ ม้าซเทอร์-ออฟ อ๊าร์ทส์ โพร้แกรม
หลักสูตรปริญญาโททางศิลปศาสตร์
(12) The M.Ed. program.
เดอะ เอ๊มเอด โพร้แกรม
หลักสูตรปริญญาโททางการศึกษา
(13) The MBA program.
เดอะ เอ๊มบีเอ โพร้แกรม
หลักสูตรปริญญาโททางบริหารธุรกิจ
(14) The Master of Business Administration program.
เดอะ ม้าซเทอร์-ออฟ บิ๊ซซิเนส-แอดมินิซเทร้ชัน โพร้แกรม
หลักสูตรปริญญาโททางบริหารธุรกิจ
(15) The doctoral degree program.
เดอะ ด๊อคเทอรัล ดีกรี๊ โพร้แกรม
หลักสูตรปริญญาเอก
(16) The Ed.D. program.
ดิ เอ๊ดดี โพร้แกรม
หลักสูตรปริญญาเอกทางการศึกษา
(17) The Doctor of Education program.
เดอะ ด๊อคเทอร์-ออฟ เอดหยุเค้ชัน โพร้แกรม
หลักสูตรปริญญาเอกทางการศึกษา
(18) The Ph.D. program.
เดอะ พี้เอชดี โพร้แกรม
หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต
(19) The Doctor of Philosophy program.
เดอะ ด๊อคเทอร์-ออฟ ฟิลล้อซโซฟี โพร้แกรม
หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต
(20) The graduate program in education.
เดอะ แกร๊ดหยุเอท โพร้แกรม-อิน-เอดหยุเค้ชัน
หลักสูตรบัณฑิตศึกษาทางศึกษาศาสตร์
4. A: When did you start your study in university?
เว้น ดิด หยุ สต๊าร์ท ยัวร์ สตั๊ดดี อิน ยูนิฟเวิ้ร์ซซิที?
คุณเข้ามหาวิทยาลัยเมื่อไร?
B: (1) In 1987.
อิน ไน้นทีนเอ๊ททีเซ้ฟเวน
ในปี 1987
(2) Two years ago.
ทู้ เยียร์ซ์-อะโก๊
เมื่อสองปีมาแล้ว
(3) I started in 1987.
ไอ สตาร์ท-อิน ไน้น์ทีนเอ๊ททีเซ้ฟเวน
ผมเริ่มปี 1987
(4) I started two years ago.
ไอ สต๊าร์ท ทู้ เยียร์ซ์-อะโก๊
ผมเริ่มสองปีมาแล้ว
2. จงฝึกพูดประโยคสนทนาต่อไปนี้
1. A: Were you at home yesterday?
เวอร์ หยุ แอท โฮ้ม เย้ซเทอร์เดย์?
เมื่อวานนี้คุณอยู่บ้านไหม?
B: (1) No.
โน้
ไม่อยู่
(2) No, I wasn’t.
โน้, ไอ ว้อซซึนท์
ไม่ ผมไม่อยู่
(3) No, I wasn’t at home yesterday.
โน้, ไอ ว้อซซึนท์ แอท โฮ้ม เย้ซเทอร์เดย์
ไม่ ผมไม่อยู่บ้านเมื่อวาน
(4) No, I went out early in the morning.
โน้, ไอ เว้นท์ เอ๊าท์ เอ๊อร์ลี อิน เดอะ ม้อร์นิง
ไม่ ผมไปข้างนอกตั้งแต่เช้า
2. A: Have you been to the Marble Temple?
แหฟว์ หยุ บี๊น ถุ เดอะ ม้าร์เบิล เท้มเพิล?
คุณเคยไปวัดเบญจมบพิตรไหม?
B: (1) Yes.
เย้ซ
เคยไป
(2) Yes, I’ve been there once.
เย้ซ, ไอฟ์ว์ บี๊น แด๊ร์ วั้นซ์
ครับ ผมเคยไปครั้งหนึ่ง
(3) Yes, I was there last week.
เย้ซ, ไอ ว้อซ แด๊ร์ ล้าซท์ วี้ค
ผมไปที่นั่นอาทิตย์ที่แล้ว
3. A: Can you hear me?
แคน หยุ เฮียร์ หมี?
คุณได้ยินผมไหม?
B: (1) Pardon me?
พ้าร์ดอน หมี?
ว่าอะไรน่ะ?
(2) No, I can’t hear you.
โน้, ไอ ค้านท์ เฮี้ยร์ ยู
ไม่ ผมไม่ได้ยินคุณ
(3) Sorry I can’t hear you at all.
ซ้อร์รี ไอ ค้านท์ เฮี้ยร์ ยู แอท-อ๊อล
ขอโทษ ผมไม่ได้ยินคุณเลย
(4) No, please speak louder.
โน้, พลี้ซ สปี๊ค ล้าวเดอร์
ไม่ โปรดพูดดังอีกหน่อย
3. จงฝึกพูดประโยคสนทนาต่อไปนี้
1. A: Could I leave him a message?
คูล์ด ไอ ลี้ฟว์ ฮิม อะ แม้ซเสจ?
ผมฝากข้อความไว้ได้ไหมครับ?
B: (1) Yes, please.
เย้ซ, พลี้ซ ครับ เชิญ
(2) Yes, please. What’s your message?
เย้ซ, พลี้ซ. ว้อทส์ ยัวร์ แม้ซเสจ?
ครับ เชิญ ข้อความว่ายังไง?
(3) Certainly, what is it?
เซ้อร์เทนลี, ว้อท อิซ-อิท?
ยินดีครับ ข้อความว่ายังไง?
(4) Just a minute. Let me get the paper.
จั๊ซท์-อะ มิ้นนิท. เล้ท มี เก๊ท เดอะ เพ้เพอร์
รอเดี๋ยว ขอผมหยิบกระดาษก่อน
2. A: Would you mind if I turned off the fan?
วูล์ด หยุ ไม้น์ด์ อิฟ ไอ เทิ้ร์นด์-ออฟ เดอะ แฝน?
คุณรังเกียจไหม ถ้าผมปิดพัดลม?
B: (1) Of course not.
ออฟ ค้อร์ซ น้อท
ไม่เลยค่ะ
(2) Not at all. Please go ahead.
น้อท แอท-อ๊อล. พลี้ซ โก๊ อะเฮ้ด
ไม่เลย เชิญเลยค่ะ
(3) Certainly not. Please do.
เซ้อร์เทนลี น้อท. พลี้ซ ดู๊
ไม่จริงๆ เชิญปิดค่ะ
3. A: Would you mind if I couldn’t finish it today?
วูล์ด หยุ ไม้น์ด์ อิฟ ไอ คู้ล์นท์ ฟิ้นนิช-อิท ทูเด๋ย์?
คุณจะรังเกียจไหมครับ ถ้าผมไม่เสร็จวันนี้?
B: (1) Of course. I have to leave tonight.
ออฟ ค้อร์ซ. ไอ แฮ้ฟว์ ถุ ลี้ฟว์ ทูไน้ท์
แน่นอน ผมต้องไปคืนนี้
(2) Certainly, I do mind.
เซ้อร์เทนลี, ไอ ดู ไม้น์ด์
แน่นอน ผมรังเกียจ
(3) Very much so. I’ve been waiting for many days already.
ฟ์เว้รี มัช โซ้. ไอ๊ฟ์ว์ บีน เว้ททิง ฟอร์ แม้นนี เด๊ย์ ออลเร้ดดี
มากจริงๆ ผมรอมาหลายวันแล้ว
4. A: Would you like coffee?
วูล์ด หยุ ไล้ค์ ค้อฬฝี?
คุณต้องการกาแฟไหมครับ?
B: (1) Yes, please.
เย้ซ, พลี้ซ
ครับ ขอบคุณ
(2) Yes, I like it black please.
เย้ซ, ไอ ไล้ค์-อิท แบล้ค พลี้ซ
ครับ ผมชอบกาแฟดำครับ
(3) Yes, but no cream and sugar please.
เย้ซ, บัท โน้ ครี้ม-แอนด์ ซู้เกอร์ พลี้ซ
ครับ แต่ไม่ใส่ครีมและนํ้าตาล
(4) No, thanks. I don’t drink coffee.
โน้, แธ้งค์ส์. ไอ โด๊นท์ ดริ๊งค์ ค้อฟฟี
ไม่ล่ะครับ ผมไม่ดื่มกาแฟ
5. A: Would you like a glass of beer?
วูล์ด หยุ ไล้ค์-อะ กล๊าซ-ออฟ เบี๋ยร์?
คุณต้องการเบียร์สักแก้วไหมครับ?
B: (1) Yes, please.
เย้ซ, พลี้ซ
ครับ ขอบคุณ
(2) It’s a good idea.
อิทส์ อะ กู๊ด ไอเดี๊ย
ครับ เป็นความคิดที่ดีมาก
(3) It’s not bad.
อิทส์ น้อท แบ๊ด
ไม่เลว
(4) I’ll take one if you join me.
ไอล์ เท้ค วั้น อิฟ หยุ จ๊อยน์ มี
ผมจะทานหนึ่งแก้ว ถ้าคุณทานด้วย
(5) No, thanks. I don’t drink.
โน้, แธ้งค์ส์. ไอ โด๊นท์ ดริ๊งค์
ไม่ครับ ผมไม่ดื่ม
4. จงอ่านประโยคต่อไปนี้ให้ถูกต้องตามเสียงสูงต่ำ
1. He studies in the university.
ฮี สตั๊ดดีซ์-อิน เดอะ ยูนิฟเวิ้ร์ซซิที
เขาเรียนอยู่มหาวิทยาลัย
2. He’s studying in the university.
ฮีซ์ สตั๊ดดีอิง อิน เดอะ ยูนิฟเวิ้รซซิที
เขากำลังเรียนอยู่มหาวิทยาลัย
3. He’s studied in the university.
ฮีซ์ สตั๊ดดีด์-อิน เดอะ ยูนิฟเวิ้ร์ซซิที
เขาเรียนอยู่มหาวิทยาลัยแล้ว
4. He’s been studying in the university.
ฮีซ์ บี๊น สตั๊ดดีอิง อิน เดอะ ยูนิฟเวิ้รซซิที
เขาเรียนอยู่มหาวิทยาลัยนานแล้ว และขณะนี้กำลังเรียนอยู่
5. She worked in the room yesterday.
ชี เวิ้ร์คท์-อิน เดอะ รู้ม เย้ซเทอร์เดย์
เมื่อวานนี้เธอทำงานอยู่ในห้อง
6. She was working in the room when I came home.
ชี หวอซ เวิ้ร์คคิง อิน เดอะ รู้ม เวน ไอ เค้ม โฮ้ม
เธอกำลังทำงานอยู่ในห้องเมื่อผมเข้าบ้าน
7. She had worked in the room before I came home.
ชี แหด เวิ้ร์คท์-อิน เดอะ รู้ม บีฟ้อร์ ไอ เค้ม โฮ้ม
เธอทำงานอยู่ในห้องอยู่แล้วก่อนผมได้เข้าบ้าน
8. She had been working in the room before I came
ชี แหด บี๊น เวิ้ร์คคิง อิน เดอะ รู้ม บีฟ้อร์ ไอ เค้ม-อิน
เธอทำงานอยู่นานแล้ว และกำลังทำอยู่ก่อนผมได้เข้ามา
9. I’ll graduate next year.
ไอล์ แกร๊ดหยุเอท เน้กซ์ท์ เยี้ยร์
ผมจะจบปีหน้า
10. I’ll be graduating next year.
ไอล์ บี แกร๊ดหยุเอททิง เน้กซ์ท์ เยี้ยร์
ผมกำลังจะจบปีหน้า
11. I’ll have graduated by next year.
ไอล์ แอ้ฟว์ แกร๊ดหยุเอทเทด บาย เน้กซ์ท์ เยี้ยร์
ผมจะจบปีหน้านี้แล้ว
12. I’ll have been graduating by next year.
ไอล์ แฮ้ฟว์ บีน แกร๊ดหยุเอททิง บาย เน้กซ์ท์ เยี้ยร์
ผมกำลังจะจบปีหน้านี้แล้ว
ที่มา:ดร.สุนทร  โคตรบรรเทา

(Visited 6,680 times, 5 visits today)